“|hEYbO!bZays:|”


ปิดทำการ!!!
October 26, 2008, 12:50 am
Filed under: Uncategorized

ย้ายบ้านแล้วครับ
ย้ายกลับไปอยู่บ้านเก่า
http://heyboibz.exteen.com
เหตุผลไม่มีอะไรมาก
แค่ไม่อยากมีหลายบ้านครับ
และรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่เขียนเรื่อยเปื่อยมาก
เลยไม่อยากเขียนอะไรที่เฉพาะเจาะจงเกินไป
อยากแนะนำอะไรก็แนะนำ
อยากบ่นโหวกเหวกโวยวายอะไรก็ทำ
ใครที่มาบ้านนี้แล้วไม่เห็นความเคลื่อนไหว
กรุณาไปที่บ้านนู่นนะครับ

Best, (เห็นฝรั่งใช้แล้วคำมันดูสวยดี)
บพิตร วิเศษน้อย



เดี๋ยวกลับมานะ
October 3, 2008, 7:02 pm
Filed under: Uncategorized

ขออภัยที่หายไปเนิ่นนานเป็นเดือน
เหตุก็เพราะว่า ดังนี้

- ต้องส่งไฟนอลในหลาย ๆ โปรเจค
เลยไม่มีเวลาไปเสพสื่อใด ๆ เลยสักนิด
- สอบปลายภาคเรียนที่แสนจะปวดกรามซ้าย
เพราะต้องนั่งขบฟันคุดทำข้อสอบสังคมศึกษา
ที่เรียนจนจบยังไม่รู้เลยว่ากรูจะเอาไปทำมาหากินอะไรวะ
- ปิดเทอมแล้วแต่ยังไม่หมดเวร งานเข้าครับพี่น้อง
- เว็บไซต์ วงศ์ทนง.คอม ดีไซน์บายผมเอง กำลังจะมา
- จัดอาร์ทเวิร์คหนังสือให้อะบุ๊คหนึ่งเล่ม
ให้ทันออกงานหนังสือ โฮกกก…

ในเมื่อขยับไปไหนไม่ได้แล้ว
ขอพักการรีวิวไว้แต่เพียงเท่านี้
แล้วจะกลับมาอย่างองอาจ

โปรดรอ
|hEYbO!bZ|



YOUTUBES: MAD ABOUT ENGLISH!; TRAILER, 2008
August 19, 2008, 3:12 am
Filed under: MOVIES, YOUTUBES

Youtubes:
- Title: MAD ABOUT ENGLISH!
- Type: Movie Trailer
- Year: 2008

หนังจีนกำลังภายในแห่งปี!

ว่าจะพูดถึงสื่ออื่น ๆ บ้าง แต่อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะพูดถึงวิดีโอยูทูปตัวนี้

มันคือภาพยนตร์สารคดีที่น่าจะเรื่องเยี่ยมที่สุดแห่งปีนี้ก็ว่าได้
เพราะมันกำลังพูดถึงเมืองที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งปี 2008 นี้
เมืองนั้นก็คือ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน แต่จะว่าไปตัวหนังไม่ได้พูดถึงเมืองซะหน่อย
เพราะเค้ากำลังพูดถึงประชากรนับล้าน (หรืออาจจะนับสิบล้าน)
ของเมืองหลวงแห่งการเปลี่ยนแปลงเมืองนี้มากกว่า

ภาพยนตร์เรื่องนี้หยิบยกประเด็นของการที่คนทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่
ต่างกระตือรือร้นที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวที่กำลังจะหลั่งไหลเข้ามายังที่นี่
ด้วยการเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะพูดคุยกับนักท่องเที่ยวได้อย่างไม่เคอะเขิน
และด้วยความที่ไม่เคอะเขินนี่แหละ ที่ทำให้เป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่องนี้
ภาพม๊อบพันธมิตรเวอร์ชั่นจีนที่พูดประโยค
‘I can’t stand, My poor English’
‘I want to change my life!’
แล้วก็มีคนพูดตามเป็นแสนเป็นล้าน เป็นภาพที่น่ากลัวอย่างยิ่งยวด
น่ากลัวที่กระแสรักชาติของชนชาวจีนช่างมาแรงยิ่งนัก
ใครจะรู้ว่าคอมมิวนิสท์ดี ๆ (หรือแย่มาก ๆ ในสายตาหลาย ๆ คน)
จะส่งผลต่อคนเกือบพันล้านคนทั่วประเทศได้ถึงเพียงนี้

ภาษาอังกฤษ ไม่ได้เป็นภาษาที่กระแดะและทำให้ผู้พูดเคอะเขินทุกครั้งที่พูดแต่อย่างใด
หากมันคือตัวกลางที่มีไว้เพื่อเชื่อมโยงโลกตะวันออกและตะวันตก
ให้มาบรรจบพบกันได้โดยง่ายขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

เวลาที่คนไทยพูดอังกฤษใส่ฝรั่งสักคน เรามักจะมีอารมณ์ทั้งอิจฉา และหมั่นไส้ควบคู่กัน
อิจฉาที่เค้าสามารถเป็น “เจ้าบ้านที่ดี” ทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีเยี่ยม
แต่ก็หมั่นไส้ที่ “เจ้าบ้านที่ดี” คนนี้แหละ ทำเป็นพูดกับฝรั่งเพื่อให้ตัวเองเท่ห์ขึ้นสามเท่า

แต่ในประเทศที่มีกำแพงยาวที่สุดในโลกอย่างเมืองจีน
การพูดภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากที่จะพูดได้มาก ๆ ถึงขั้น Mad อย่างหนังว่า
แต่การพูดอังกฤษได้ยังคงความน่าอิจฉาในตัวผู้พูดเองไว้เสมอไม่เปลี่ยนแปลง

หนังเรื่องนี้เพียงหยิบยกประเด็นที่เกิดขึ้น และกลายเป็นกระแสหลักในจีน
พร้อมกับตั้งคำถามกับเราว่า เราควรจะพูดอังกฤษให้เป็น
หรือฝรั่งควรจะพูดจีนให้เป็นกันแน่?

ในเมื่อ “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” เป็นสำนวนที่เจ้าถิ่นเท่านั้นที่เข้าใจ
แล้วจะมีเหตุผลอะไร ที่คนจีนและคนชาติอื่น ๆ ไม่จำเป็นที่จะต้อง speak English

ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมีสองประเด็นให้ได้ลองนึกคิดกัน
ประเด็นแรกคือบรรทัดก่อนหน้านี้ ส่วนอีกประเด็นก็คือ
เหตุผลกลใดกัน ที่ทำให้ทุกคนในจีน รวมพลังกันมากขนาดนี้
เพียงเพื่อจะพูดภาษาอังกฤษให้ได้ แต่ภาษาท้องถิ่นที่มีมากกว่า 50 ภาษา
แค่เพียงในเขตประเทศจีน กลับมีคนพูดได้ไม่ถึง 100 คนด้วยซ้ำไป



YOUTUBES: Everybody’s Changing; Keane, 2007
August 11, 2008, 2:17 am
Filed under: Uncategorized

YOUTUBES:
- Title: Everybody’s Changing
- Artist: KEANE
- Year: 2007

มิวสิควิดีโอแห่งมวลมนุษยชาติ

หลังจากที่มันเพิ่งพูดถึงเอ็มวีในยูทูปไปเรื่อย ๆ มันก็ยังคงตามประเด็นต่อ
เพราะยูทูปมันมีอะไรให้หลงใหลมากมายยิ่งนักเลยจริง ๆ เชียว

เพลงนี้พูดได้คำเดียวว่าโครตเพราะ มันเป็นเพลงที่ชิลล์เปียโนมากกก…
ชิลล์จนถึงชั้นถ้าเอาไปเปิดประกอบรายการท่องเที่ยวแล้วล่ะก็
รายการนั้นก็จะกลายเป็นรายการที่ดูลัลล้ามาก ๆ ในทันที

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น หากแต่เราพูดถึงเอ็มวีต่างหาก เอ็มวีนี้เป็นเอ็มวีที่ง่ายอีกแล้ว
เพราะอีตาผู้กำกับคงเห็นดีเห็นงามกับเนื้อเพลง ก็เลยเล่นเปลี่ยนคนไปทุกห้าวินาทีซะเลย
แต่การจะเปลี่ยนคนมันไม่ใช่ง่าย ๆ เพราะมันต้องใช้จังหวะในการตัดต่อ
รวมทั้งมุมกล้องที่ต้องช่างสรรค์หาสุด ๆ อีกด้วย

แถมคนที่เอาเปลี่ยนนั้นธรรมดาซะที่ไหน เพราะเต็มไปด้วยบุคลิกที่เจนจัดสัญชาติ
ดูยังไงก็เดาออกว่าพวกเค้าคือ “ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ”
เป็นเอ็มวีที่องค์กรประเภทพิทักษ์สิทธิมนุษยชนคงอยากจะสนับสนุนสุด ๆ
คงเพราะมันง่ายต่อการเข้าใจ และง่ายต่อการตีความในตัวเอ็มวี

เอ็มวีที่เพลงเพราะ ๆ ภาพลื่น ๆ แบบนี้แหละ
คุณจะดูมันอย่างเรื่อย ๆ จนจบอย่างไม่รู้ตัว

ลืมบอกไป…
ใครไม่ชอบเสียงเปียโนของวงนี้ให้ตบเลยสิเอา!



YOUTUBES: Selfish Jean; Travis, 2007
August 4, 2008, 3:38 am
Filed under: YOUTUBES

YOUTUBES:
- Song: Selfish Jean
- Artist: Travis
- Year: 2007

เฮ้ย…เจ๋งว่ะ!

มันคือนิยามทั้งหมดของเอ็มวีนี้ครับ
ทราวิสทำเพลงออกมาได้เจ๋งมาก
เพลงมันลัลล้าไปไหน ไม่รู้
แต่ที่รู้ เพลงมันเท่ห์อะ ฮัมติดปากได้ในฮุกแรก
“อ๊าหหหหหหห์ เซลฟิช จีนนน…”

ตัวเอ็มวีมันจะเท่ห์ไปไหน เพราะมันเล่นลองช๊อต
กดเรคคอร์ดครั้งเดียวพอ จบ
มุขการเล่นก็ดูจะเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง
แต่ช่างมันเถอะ ถึงจะลอกเค้ามา แต่ถ้ามันเจ๋งกว่าหนูยอมค่ะพี่

แต่จะว่าไป อีตานี่ ดูไปดูมา
หน้าเหมือนอีตานักร้องนำวง Simple Plan ชะมัด

สำหรับเอ็มวี ไม่อยากเขียนให้วุ่นวายมาความ
เหตุผลโครตจะง่าย ก็เพราะตัวเอ็มวีมันทำหน้าที่ของมัน
ได้อย่างหมดจดยิ่งกว่าเอาซันไลท์สามขวดมาล้างจานหนึ่งใบ

ดูเอ็มวีอย่างชิลล์ ๆ แล้วจะรู้ว่า
“เฮ้ย… เจ๋งว่ะ!”



YOUTUBES: 2 Become 1; Spice Girls, 1996
August 4, 2008, 3:20 am
Filed under: YOUTUBES

YOUTUBES:
- Song: 2 Become 1
- Artist: Spice Girls
- Year: 1996

สี่สาวเจ้าพาเที่ยวบิ๊กแอปเปิ้ล

ยังไม่หมดยูทูปง่าย ๆ หรอก ฮ่า ๆๆๆ
เพราะแค่ใน Favorite ก็ปาไป 300 กว่าวิดีโอแล้วแหละ

เอ็มวีนี้เป็นของสี่สาวสดใสใจใหญ่อกตู้มนามว่า Spice Girls
ผลผลิตของวงเกิร์ลแบนด์นี้ล้วนแล้วแต่เจ๋ง ๆ ทั้งนั้น
ตั้งแต่ Melanie C, Mel B, Victoria Beckham,
Emma Bulton, อีกคนนี้ใครนะ ข้าเจ้าลืม ขออภัย
แต่เอาเป็นว่าทั้งห้าคน พอแยกออกมาร้องเดี่ยวบ้าง
ทุกคนก็ดังได้ไม่น้อยหน้าใครเลยทีเดียว

มาดูที่ตัวเพลงกันก่อน เพลงนี้ขึ้นมาก็รู้เลยในทันทีว่าต้องซึ้งแน่ ๆ
จากนั้นจึกเริ่มด้วยการพรรณนาเรื่องราวความรักที่แสนหวานแหวว
ฟังแล้วจิ๊กกะดิ๊วไปตาม ๆ กัน ก่อนเข้าท่อนฮุกที่สองเราจะเป็นหนึ่งเดียว
หูยยย… ฟังแล้วขออนุญาตไปอ้วกหน่อยเถอะ อิจฉา!

ส่วนตัวเอ็มวีนั้น บอกตามตรง ไม่มีอะไรมากนอกจากนักร้องหนึ่งคนบ้าง
สองคนบ้าง จากนั้นก็ใช้กราฟฟิกช่วยซ้อนแบกกราวน์เป็นสถานที่สำคัญ
ที่สุดแสนจะนิวยอร์คจ๋าตามประสามหานครบิ๊กแอปเปิ้ล ภาพก็จะเป็นพวก
สิ่งต่าง ๆ นา ๆ ที่วิ่งเร็วซะเหลือเกิน แต่ปล่อยให้แม่สาวยืนร้องเพลงเนิบ ๆ
ช้า ๆ ซะงั้น เป็นการเล่นกับภาพที่แปลกตาดีไปอีกแบบ เพราะทั้งเนื้อเพลง
และจังหวะต่างทำให้ภาพควรจะเนิบช้า แต่พอเอามารวมกับภาพที่ไหว ๆ ไว ๆ
มันกลับทำให้เอ็มวีนี้เจ๋งชะมัด…

แต่ความน่าเบื่อก็เข้าครอบงำจิตใจในช่วงหลังจากท่อนฮุกแรก
เพราะแม่สาวเจ้าทั้งห้าต่างยังคงร้องเนิบบนถนนไหว ๆ กันต่อไป
โดยไม่แค่สายตาคนดูเลยว่า ไม่คิดจะมีจุดไคลแมกซ์เลยเหรอฟร่ะ
แต่ทันใดนั้นเอง ก็ปรากฏชายหญิงน่าจะสองคู่ มาโรแมนติกกัน…
แต่ขอโทษทีเถอะ โลเคชั่นเดิมเปี๊ยบ แล้วจะมีทำไมเนี่ย
หรือว่ามันคือซิมโบลิกของเอ็มวี หรือว่ามันคืออะไรกันนะ แม่จ้าวตอบด่วน

เอ็มวียังคงต้องให้เราตั้งคำถามกับตัวเองต่อไปว่า
เอ็มวีที่ปล่อยเนิบไปเรื่อย ๆ ไม่มีอะไร
แต่มันกลับทำให้เพลงเพราะขึ้นได้สามเท่าจริงหรือ?
เพลงนี้ดังมากนะครับ แถมตัวเอ็มวียังเป็นภาพจำในใจ
ของนักดูเอ็มวีหลาย ๆ คนด้วย ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องภาพนี่แหละครับ

บางทีในเอ็มวีที่มันไม่น่าจะมีอะไรเลยสักนิด
คนทำเค้าก็คงอยากจะใส่อะไรสักนิดเข้าไปบ้าง
…สักนิดนึงก็ยังดี



YOUTUBES: Help Me; Nick Carter, 2006
August 4, 2008, 2:57 am
Filed under: YOUTUBES

YOUTUBES:
- Song: Help Me
- Artist: Nick Carter
- Year: 2006
ก็แค่เอ็มวีเฉย ๆ ไม่มีอะไรเลยสักนิด

หมวดล่าสุดของการพรีวิวครับผม
เราจะมาพรีวิวทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากยูทูปกัน

เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกสุดของอัลบั้มแรกสุดของ Nick Carter
เค้าคือหนึ่งในสมาชิกของวงบอยแบนด์โครตจะชื่อดัง
นามว่า Backstreet Boy หล่อกันทั้งตำบล ฮ่า ๆ

เพลงนี้เนื้อหาพูดง่าย ๆ กับเรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ
เพราะดันไปตกหลุมรักสาวเจ้าซะงั้น เลยอยากให้ใครมาช่วยดามหัวใจที
ประมาณเพลง ช่วยมา ช่วยมาจีบชั้นที นั่นเอง (ในกรณีที่กระผมไม่ได้แปลผิดนะ!)

สำหรับใครหลาย ๆ คน เพลงนี้ก็แค่เพลงป๊อบบ้าน ๆ ธรรมดา
ร้องตามได้ค่อนข้างง่าย ติดหูได้พอประมาณ ฟังแล้วก็โอเคนะ อืมมชอบ จบ
แต่สำหรับผมแล้ว เพลงนี้เล่นเอาผมคลั่งนิคคาร์เตอร์ไปนานหลายเดือน
ถึงขั้นเสาะหาเทปคาสเซตท์ของเค้า อัลบั้ม Now or Never
ที่มีเพลงเจ๋ง ๆ อีกหลายเพลง เช่น Do I Have To Cry For You,
I Got You เป็นต้น ฟังเพลินทั้งอัลบั้ม ร้องตามได้เกือบทุกเพลง

พูดถึงเสียงร้องบ้าง ผมว่านิคเป็นคนที่ทำให้แบ๊คสตรีทบอยอยู่ได้
พลังเสียงของเค้าเท่ห์ชะมัดเลยสิพับผ่า เสียงแหบ ๆ แต่เท่ห์ว่ะ
ยิ่งท่อน I… I gotta know. I gotta know oh ohhh…
อืมมม พลังเสียงเค้าเจ๋งกว่าเอเอฟเป็นไหน ๆ (ฮา)

มาดูที่ตัวเอ็มวีบ้าง ความจริงมันก็แค่เอ็มวีทั่ว ๆ ไป
ที่โชว์เท่ห์นักร้องไปเรื่อย สูตรเด็ดของเพลงพวกนี้
ต้องมีพวกห้องอัด และต้องมีช๊อตกรูแต่งเพลงเป็นนะเฟร้ย

แต่ที่ผมชอบเอามาก ๆ คงเป็นที่กรอบภาพนี่แหละ เดี๋ยวสี่กรอบ
หกกรอบ สองกรอบ และอีกมากมายหลายล้านกรอบก็ยังมี
มันทำให้เอ็มวีที่ดูธรรมด๊าธรรมดาดูมีมิติขึ้นมาซะงั้น

ลองดูเอ็มวีนี้แบบเรื่อย ๆ นะครับ แนะนำว่าให้ดูเมื่อตอนที่คุณคิดว่า
เวลาของคุณนั้น ขอเรื่อยเปื่อยสักสี่ถึงห้านาทีเถอะน่า
ผลที่ตามมาก็คือ คุณจะเริ่มอยากฮัมเพลงนี้ คุณจะดูซ้ำ
และอีกมากมายหลายสิ่งก็ว่ากันไป

แต่ถ้าหากคุณไม่เป็นเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร
เพราะเอ็มวีนี้ มันก็แค่เอ็มวีฆ่าเวลาแบบเท่ห์ ๆ เอ็มวีหนึ่งเท่านั้นเอง



BOOKS: ต้นไม้ใต้โลก, ทรงกลด บางยี่ขัน
July 25, 2008, 7:31 pm
Filed under: BOOKS

Photobucket

BOOKS
: ต้นไม้ใต้โลก, ทรงกลด บางยี่ขัน
เปลี่ยนโลกได้ง่ายกว่าเปลี่ยนชุดนอน!

PhotobucketPhotobucketPhotobucketPhotobucket
ปล.ขออภัยหนึ่งอย่างนะครับ คือเรื่องเพลง ความเชื่อ ของบอดี้แสลม
เพราะไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ผมไม่สามารถเอามันลงได้เลยครับ ขออภัยจริง ๆ
ไว้ถ้าหาทางได้ จะเอามาลงเพิ่มเติมอีกทีนะครับ

———-

หนังสือบนโลกนี้มีสองประเภทครับ

ประเภทแรกคือ อ่านรู้เรื่อง อ่านยังไงก็เข้าใจ
ราวกับว่าคนเขียนมานั่งเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังตาต่อตา ฟันต่อฟัน เธอกับฉัน เราเข้าใจ
ประเภทนี้มักจะมาในหมวดหมู่ของ Best Seller
ไม่ก็พวกที่มีโลโก้สีเงิน ๆ เป็นรูปหัวปากกาหมึกซึมประมาณ 10 หัว
แบหราอยู่หน้าปก เราเรียกพวกนี้ว่าพวกซีไรท์
นอกจากสองพวกข้างต้นนี้แล้ว ก็ยังมีอีกหลายพวก
ทั้งพวกเรื่องสั้น วรรณกรรม (มันเหมือนกันนี่หว่า?)
กวีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และอีกมากมายหลายนิพนธ์ละลานตา

ประเภทที่สองคือ อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ
มึงเล่าเรื่องอะไรของมึงเนี่ย
ไม่ก็พวกปรัชญามาก ๆ ทฤษฎีเหวอ ๆ เรื่อยไปจนถึงพวกที่มีแต่ตัวอักษร
…แล้วภาพมันหายไปไหนวะ?
(ความจริง วิทยานิพนธ์ น่าจะมาอยู่ในพวกนี้มากกว่า ไม่รู้จะอ่านยากไปไหน
มีแต่พวก รศ. ดร. ผช. กกต. สส. สว. เท่านั้นที่อ่านออก)
อ้อลืมพวกนี้ไปเสียสนิทผมขอพ่วง หนังสือธรรมมะ เข้าไปด้วย
ผมเป็นพุทธศาสนิกชนที่ขยาดการอ่านหนังสือธรรมมะอย่างยิ่งยวด
นอกจากสาระที่หาได้ยากแล้ว (เพราะมีแต่เรื่องที่อ่านแล้วพาลจะหลับ ไม่ทันได้จับสาระสักที)
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมกับหนังสือธรรมมะเป็นดั่งเส้นขนานที่ไม่มีทางหรอกที่ผมจะได้พลิกมัน
ก็คือผมไม่ชอบเข้าวัดเข้าวา ฟังเทศน์ฟังธรรม แต่ดันชอบทำบุญซะงั้น
ในเมื่อไม่ชอบฟังเทศน์ฟังธรรม พระไหนแม่ชีไหนก็เถอะ
อุบาสกอย่างเราคงได้แค่ดูหน้าปกแล้วเดินผ่านไปอย่างสงบเสงี่ยม
สมเป็นชาวพุทธที่ดีแต่ทำบุญไปวัน ๆ

เป็นแทบทุกครั้ง
ที่ต้องขอร่ำไรนอกเรื่องก่อนจะเข้าสู่ประเด็นที่อยากจะพูดถึงเสมอ
มันเป็นอะไรของมันวะ ชาตินี้ถ้ามันไม่ได้ระบายออกทางการพิมพ์
มันคงจุกอกตายคาคีย์บอร์ดแหง ๆ

ก็คงเพราะการร่ำไรอย่างไรเหตุผลของกระผมนี่แหละครับ
ที่ทำให้มีจดหมายเทียบเชิญมาช่วยทำสิ่งที่ผู้เชิญ
เรียกมันว่า “สัญญา” ที่ได้ข่าวว่ามี “พันธะ” รวมอยู่ด้วย
ให้เขียนถึงหนังสือของพี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเทเสียด้วย
หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า “ต้นไม้ใต้โลก” ครับ

———-

เดิมทีนั้นหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มเล็กขนาดเอห้า ที่แถมมากับนิตยสารอะเดย์
นิตยสารที่ได้ชื่อว่านอกจากเนื้อหาที่จะเท่ห์ เก๋ แนว แว้น ไปไหนแล้ว?
ของแถม ของนิตยสารเล่มนี้มักจะมีไอเดียดี ๆ ความคิดคม ๆ
มาให้เราเป็นการสมนาคุณเสมอ ๆ รวมทั้งหนังสือเล่มนี้ด้วย

หนังสือเล่มเล็กเล่มนี้ไม่มีอะไรมากครับ มีเนื้อหาประมาณสองสามย่อหน้าต่อเรื่อง
เล่าถึงคนที่นู่นที่นี่เค้าทำอะไรที่ทำให้โลกของเราสวยเก๋กิ๊บก๊าบขึ้นมาบ้าง
ตัวอย่างเช่น จู่ ๆ ชาวบ้านในชุมชนแห่งหนึ่งในประเทศนอร์เวย์
นึกครึ้มอกครึ้มใจหลังจากเอาโซฟามาปัดฝุ่นหน้าบ้าน
ออกไอเดียร่วมกันทำห้องนั่งเล่นบนถนน! พูดเป็นเล่นไป
เค้าทำถึงขั้นขออนุญาตกับทางการเพื่อขอทำห้องนั่งเล่นบนถนน
และทางการก็ใจดีอนุญาตเสียด้วย!!

หรือจะเป็นคนจำนวนหนึ่งที่เอาเวลาว่างมานั่งถักเสื้อไหมพรมให้เพนกวิน!
เพื่อช่วยเจ้านกน้อยพวกนี้จากคราบน้ำมันที่จะทำร้ายขนบาง ๆ น้อย ๆ
ของเหล่าเจ้านกเพนกวินวิลล่า

จากไอเดียเล็ก ๆ น่ารัก ในหนังสือเล่มบาง ๆ ที่น่ารักพอ ๆ กัน
มาสู่กระแสตื่นตัวเล็ก ๆ ถึงขั้นมีการพิมพ์เพิ่มเพื่อแจกจ่ายโรงเรียนต่าง ๆ
ให้นักเรียนวัยกระโปรงบานขาสั้นได้อ่านกันเป็นที่สนุกสนานบานตะไท
แล้วในที่สุด มันก็กลายมาเป็นหนังสือที่น่ารักน่าชังยิ่งกว่า
ในราคา 185 บาทที่มีชื่อว่า “ต้นไม้ใต้โลก”

เรื่องราวก็จะคล้าย ๆ กับในหนังสือเล่มเล็กที่ผมพูดถึงในตอนต้นนั่นแหละครับ
แต่เล่มนี้ดูมีคุณค่ามากขึ้นด้วยการจั่วหัว
“100 ความคิดค้น ๆ ของคนอยากเปลี่ยนโลก”
แค่อ่านปกก็อยากจะทะเยอทะยานทำอะไรช่วยโลกนี้กันสุดฤทธิ์
ต่อไปนี้คือรีวิวจริง ๆ ไม่ติงนังของหนังสือเล่มนี้ครับ

เริ่มต้นที่รูปเล่มกันก่อน หนังสือเล่มนี้พิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา
ตั้งแต่หน้าหนึ่งยันหน้าสุดท้าย อ่านแล้วเพลิดเพลินตาเพลิดเพลินใจ
แต่…ช้าก่อน ลองเปิดไปทีละหน้า อย่างช้า ๆ…
คุณจะพบว่า เส้นสีเขียวที่คุณเห็นในทุก ๆ หน้า (จริง ๆ ไม่เชื่อเปิดดูได้)
นอกจากมันจะบิดปัดเกลียวหมุนซ้ายป้ายขวาเป็นรูปทรงต่าง ๆ
ตามเนื้อเรื่องในแต่ละหน้าแล้ว มันยังต่อเนื่องกันทั้งเล่มครับผม!!!

เอ่อ… สำหรับคนที่ช่างสังเกตหน่อย
ผมอนุญาตให้ตัดเครื่องหมายตกใจทิ้งไปได้เลยครับ

พลิกหน้าต่อไป มีคนว่าเอาไว้ หนังสือดี ต้องมีคนดัง ๆ เขียนคำนิยม
เล่มนี้ไม่ค่อยดังเท่าไหร่นะครับ เพราะคนที่เขียนคำนิยมให้ก็มีตั้งแต่
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนุ่มเมืองจันท์
เรื่อยไปจนถึง ทรงกลด บางยี่ขัน (อ้าว นี่มันคำนำนี่หว่า ขออภัย)
อืมมม หนังสือเล่มนี้ไม่ค่อยดังจริง ๆ (ฮา)

ลำดับถัดไป หนังสือดี ๆ เนื้อหาก็ต้องดีด้วย
(แหม… มีที่ไหนบ้างเนี่ย ที่หนังสือดี แต่เนื้อหาห่วยแตกมาก!)
เนื้อหาของต้นไม้ใต้โลกนั้น อ่านแล้วเพลิดเพลินเจริญใจดีแท้
เพราะ 100 เรื่องที่พี่ก้องคัดสรรมาให้ผู้อ่านได้อ่านนั้น
ล้วนเป็นโครตความคิดดี ๆ ของคนอย่างเปลี่ยนแปลงโลกจริง ๆ

มีที่ไหน… แก้ปัญหาพวกโปสเตอร์ที่แปะไม่ถูกที่ถูกทาง
ด้วยการเอาคำว่า Cancelled มาแปะทับซะเลย (โครตน่าทำในเมืองไทย)

มีที่ไหน… ให้นักวิจัยที่ทำวิจัยล้มเหลวส่งงายวิจัยชิ้นที่ล้มเหลวเข้ามา
เพื่อที่จะรวบรวมเอาไว้ให้นักวิจัยรุ่นใหม่ รู้ว่า
การวิจัยนั้น ๆ ทำไปแล้ว และล้มเหลวไปแล้วด้วย

มีที่ไหน… อีกมากมาย ที่เร้าใจให้คุณเข้าไปอ่านกันได้ในราคา 185 บาท
(น่านนน ขายของซะ)

จุดเด่นอีกจุดของหนังสือเล่มนี้ที่ผมชอบก็คือ
การเอา Quote หรือคำพูดเด่น ๆ เท่ห์ ๆ เก๋ ๆ แนว ๆ ของแต่ละบุคคลสำคัญ
ที่เกี่ยวของกับบทความนั้น ๆ มาแทรกใส่ซะเลย
อ่านแล้วก็สะอึกไปสองสามที เพราะข้อคิดดี ๆ มีอยู่ในนั้นเพียบ ตัวอย่างก็เช่น

“เราตัดสินคนตรงสิ่งที่เขาลงมือทำ ไม่ใช้สิ่งที่เขาอยากทำ” – - นิรนาม

“ เราไม่ได้ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเราเท่านั้น
เราต้องรับผิดชอบต่อการไม่ทำของเราด้วย” – - โมลิเยร์

“ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตก็คือ
การทำในสิ่งที่คนอื่นห้ามคุณทำ” – - วอลเตอร์ เบกฮอต

ฯลฯ

โดยรวมแล้วผมว่าหนังสือเล่มนี้ควรบรรจุในหนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน
เพราะผมโครตจะเชื่อขนมกินได้เลยว่า คนไทยร้อยทั้งร้อยที่อ่านหนังสือเล่มนี้
ต้องอ่านเข้าใจ และอ่านมันจบด้วย เพราะเมื่อคุณได้อ่านเรื่องแรกแล้ว
คุณจะรู้สึกว่า เรื่องต่อ ๆ ไป รังแต่จะน่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุด
คุณก็ต้องได้ไอเดียอย่างน้อยหนึ่งไอเดีย
เพื่อเอาไปเปลี่ยนแปลงโลกตามแบบของคุณบ้าง

———-

พี่ก้องเป็นคนน่ารักครับ ผมรู้จักพี่เค้าครั้งแรก (ทางหน้านิตยสาร)
ในฐานะของกลุ่ม หิน ถาม ทาง ตอนนั้นพี่ก้องยังดูเป็นหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่มีพลังมาก
อ่านกิจกรรมของกลุ่มนี้แล้วผมรู้สึกว่าอยากไปแม่งทุกทริป
จนในที่สุดผมก็ได้มีโอกาสติดตามพี่ก้องอีกครั้งในฐานะบรรณาธิการนิตยสารอะเดย์
ซึ่งเป็นประเพณีที่ถึงขั้นเขียนลงในหน้า Wake Up! (บทบรรณาธิการ)
ว่าบรรณาธิการอะเดย์จะเปลี่ยนทุก ๆ สองปี
ช่วงแรก ๆ ผมบอกตามตรงเลยครับ ว่าผมรอคอยบรรณาธิการคนใหม่ของอะเดย์มาก ๆ
เพราะอะเดย์ไม่ค่อยถูกใจผมเลยสักเดือน

จนมาช่วงที่กำลังจะครบสองปี ผมรู้สึกว่าพี่คนนี้เค้ามีดีอย่างคาดไม่ถึง
เหมือนนักมวยที่มัวแต่เอาศอกป้องตัวเองเอาไว้ แล้วปล่อยให้คู่ต่อสู้ฮุกไปก่อน
จนในยกสุดท้ายเค้าก็ขอลุยด้วยลีลาดุเด็ดเผ็ดมัน เล่นเอาโปรโมเตอร์ใจเต้นกันเป็นแถว ๆ
แล้วเค้าก็เป็นบรรณาธิการนิตยสารอะเดย์มาได้จวนจะครบสี่ปีแล้วครับ
พี่ชายคนนี้ยังคงมีพลังอยู่เต็มถัง กิจกรรมต่าง ๆ ที่อะเดย์จัดล้วนสร้างสรรค์สุดเท่ห์และเก๋ไก๋
นี่ยังไม่พูดถึงนิตยสารอะเดย์ที่ดังอยู่แล้วเป็นทุนเดิม
ทุกเดือนต้องมีการพูดถึงนิตยสารเล่มนี้อย่างน้อยหนึ่งสื่อ อะไรจะขนาดนั้น

พี่ชายที่ชอบใส่เสื้อยืดที่มักมีความหมายโดยนัยเสมอ ๆ กับกางเกงยีนส์ รองเท้าคอนเวิร์สคนนี้
เค้าผ่านอะไรมามากกว่าที่ผมคิดครับ เมื่อตอนผมไปเป็นจูเนียร์อาร์ตไดเรกเตอร์ที่อะเดย์
ผมมีโอกาสพูดคุยกับพี่คนนี้เป็นการส่วนตัวถึงสองครั้งสองครา
ส่วนใหญ่หัวข้อจะเป็นเรื่องความรับผิดชอบของตัวผมเอง ฟังสองครั้งก็ได้ข้อคิดดี ๆ สองครั้งครับ

ทุกครั้งที่มีการถกเถียงและพูดคุยกับพี่ชายคนนี้
ความสนุกของผมส่วนหนึ่งก็อยู่ที่การฟังพี่ก้องพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
แต่แฟงไปด้วยแง่คิดที่น่าสนใจตลอดเวลา

ความจริงผมควรจะเขียนถึงหนังสือ “ต้นไม้ใต้โลก” มากกว่านี้ตามที่สัญญาเอาไว้
แต่สำหรับผมแล้ว การได้ลองทำความรู้จักกับคนที่เขียนหนังสือ
ไม่ใช่แค่เล่มนี้ แต่หมายถึงเล่มอื่น ๆ ด้วยนั้น
นอกจากเราจะได้พบตัวตนที่น่าค้นหาของพวกเค้าเหล่านั้นแล้ว
เรายังได้พบกับมันสมองของพวกเค้าอีกด้วย

ซึ่งนี่แหละครับคือหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หนังสืออยู่ในประเภท “อ่านรู้เรื่อง”
เพราะหากเราไม่รู้จัก และยอมเข้าสู่โลกของผู้เขียนละก็ อ่านไปก็คงปวดตับตายครับ

ประโยคสุดท้ายที่ผมอยากบอกกับคนที่คิดจะอ่าน “ต้นไม้ใต้โลก” เล่มนี้ คือ
“พี่ก้องเป็นคนที่ยิ้มแล้วเหมือนแป๊ะยิ้มดีครับ (ฮา)”

INFORMATION
+ ต้นไม้ใต้โลก โดย ทรงกลด บางยี่ขัน
+ 224 หน้า ราคา 185 บาท
+ หนังสือจัดอยู่ในหมวดทั่วไป
+ แต่อยู่ในชุด Practical ลำดับที่ 001 ของสำนักพิมพ์ a book
+ ผลงานอื่น ๆ ของพี่ก้อง ทรงกลดบางยี่ขัน – นั่งฝั่งตะวันตื่น ยืนฝั่งตะวันตก,
นายเท้าซ้าย เด็กชายเท้าขวา, สองเงาในเกาหลี, Wake up! (รวมบทบรรณาธิการนิตยสารอะเดย์
เขียนรวมกับ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ และวชิรา รุธิกนก)
 และล่าสุด หน่อไม้
เขียนร่วมกับ นิ้วกลม และ ทรงศีล ทิวสมบุญ



TELEVISIONS: Dream Chaser 2, ซิ่งล่าฝัน 2
July 4, 2008, 3:25 am
Filed under: TELEVISIONS

Photobucket
ภาพจาก www.dreamchaserthai.com

TELEVISIONS:
Dream Chaser 2, ซิ่งล่าฝัน 2
ทุกทุกวันที่ผ่านมา ต้องไขว่คว้าหาสิ่งใด…

ทุก ๆ เที่ยงคืนของวันจันทร์ ผมจะต้องเฝ้าหน้าจอช่องสาม
เพื่อดูความเป็นมาเป็นไปของสองชีวิตบนอานมอเตอร์ไซคล์วิบาก
ที่เลือกจะเดินทางท่องเที่ยวทั่วอินโดจีน โดยใช้ชื่อปฏิบิติการนี้ว่า “ซิ่งล่าฝัน”

หลายรายการทางทีวีที่ทำให้แรงบันดาลใจของคนคนหนึ่งกระโตกกระตากได้
แน่นอนว่า… รายการนี้ด้วย

การเดินทางบนหลังอานมอเตอร์ไซคล์ในซิ่งล่าฝันภาคแรก ดูเฉย ๆ มากครับ
เพราะมันก็คือการซิ่งมอเตอร์ไซคล์ไปพร้อม ๆ กับแขกรับเชิญ พูดคุยเรื่องนู่นนี่
ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันก็เหมือนรายการทอล์คโชว์ดีดีนี่เอง ผมจึงไม่ค่อยชอบ
ในรูปแบบรายการในภาคแรกมากนัก

แต่สำหรับภาคสองแล้ว พี่สุกี้ เลือกที่จะซิ่งล่าฝันไปพร้อม ๆ กับอีกหนึ่งฝันเล็ก ๆ
พี่หุ่ย ท่าทีที่ดูเก้งก้าง ตื่น ๆ และดูเป็นคนพูดน้อย ทำให้รายการนี้น่าสนใจมากขึ้น
ตลอดเส้นทางสามสี่ตอนที่ผ่านมา เราไม่ได้แค่ดูว่าพี่สุกี้ไปประสบพบเจออะไรบ้าง
แต่เรายังได้ดูการเติบโตบนโลกใบใหญ่ของหนุ่มอีกคนหนึ่งไปด้วย…

รูปแบบของรายการเปลี่ยนแปลงไปจากภาคหนึ่งมาก
จากรูปแบบของรายการทอล์คโชว์เอาท์ดอร์ กลายมาเป็นสารคดีท่องเที่ยวเต็มตัว
สนุกเหมือนกำลังนั่งดู Lonely Planet ไม่ก็ Pilot Guides (รายการพาเที่ยว
ที่พิธีกรหลายคนมาก แต่ที่จำได้ติดสมองคือ อีตาเอียน ไรท์ ที่ชอบเล่นแผลง ๆ
และชอบแก้ผ้าลงทะเล ในทุก ๆ ตอนที่ไปเที่ยวชายหาด)

นอกจากรูปแบบรายการที่เท่ห์มาก ด้วยเส้นทางที่พี่สุกี้เลือกเอง พอใจก็ไป
ไม่พอใจก็ไม่ไป (โครตแบคแพคเกอร์)  ภาพที่นำเสนอก็โครตจะสวย
ไม่รู้ใช้ฟิลเตอร์อะไรไปบ้าง แต่สวยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสวยเวอร์
แบบพวกสารคดีบีบีซี แต่สวยที่มุมกล้องและการตัดต่อ

นอกจากภาพและรูปแบบรายการแล้ว สิ่งที่โครตจะชูให้รายการนี้ดูหรูหรามากขึ้น
เห็นจะเป็นเพลงประกอบ ที่แต่ละเพลงฟังแล้วเกิดความทะเยอทะยานอยาก
กระเหี้ยนกระหือรือจะออกเดินทางท่องเที่ยวไปตามใจอยากยังไงอย่างงั้น
บางเพลงผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินครับ อย่างเพลง สักเท่าไหร่ ของโมเดิร์นด๊อก
ฟังครั้งแรกแล้วอยากจะกรี๊ดแล้วกลิ้งลงไปนอนกับพื้น เจอเพลงที่สุดแสนจะส่งเสริม
อินสไปเรชั่นขนาดนี้แล้ว… ต้องเสาะหามาเป็นเจ้าของ (เอ็มพีสามคือทางออก เฮ้อ…)

ท่อนแรกของเพลงโครตจะโดนใจ แถมภาพในรายการก็โครตจะสะท้อนอารมณ์
ภาพตัดไปที่การเดินทางของสองหนุ่มบนเส้นทางสายสวยมากกก…ในลาว
เพลงเริ่มเปิดขับเกลาจิตใจ เปิดด้วยเสียงกล่องดนตรี เพราะไปไหน
เสียงพี่ป๊อดเปล่งเสียงแหบแห้งมาตอกย้ำ “ทุกทุกวัน ที่ผ่านมา ต้องไขว่คว้า หาสิ่งใด”
น้ำตาเริ่มคลอเบ้า ถามใจตัวเองเหมือนในเนื้อเพลง ตอบในใจไปว่า “เออว่ะ…”

โครตแนะนำให้ทุก ๆ คนดูรายการนี้ครับ มันคือรายการที่โครตจะสร้างสรรค์สังคม
(สังคมที่ผู้คนอยากจะออกไปใช้ชีวิตตามที่ตัวเองอยากมีอยากเป็น)
มันคือรายการที่โครตจะสรรค์สร้างแรงบันดาลใจในขั้นเทพ
(ใครที่ดูแล้วไม่อยากออกเดินทางให้ตบหัวปลิ้นเลย เอาสิ!)
มันคือรายการที่โคตรอยากจะให้ ท.ทุกวัย สักสิบยี่สิบตัว ดูได้ทุกเพศทุกวัยทุกตัว!

ขอตัวไปเก็บกระเป๋าก่อนนะครับ…
เพราะผมกำลังจะไปเชียงใหม่ ไปเที่ยวครับ
อยากไปมานานเกือบปี ขอสักทีเถอะ ไปไขว่คว้าสักหน่อย
ก็คงจะดี…สำหรับชีวิตที่โครตจะวุ่นวาย

INFORMATION
+ รายการ Dream Chaser, ซิ่งล่าฝัน 2
+ พิธีกร สุกี้ กมล สุโกศล แคลป์ป และ หุ่ย ภาณุวัฒน์
+ 24.00 น. ช่อง 3 อสมท.
+ รูปแบบรายการ สารคดีท่องเที่ยว + ไดอารี่
+ www.dreamchaserthai.com



CONCERTS: No More Belts’ Happening, 2008
June 18, 2008, 11:37 pm
Filed under: CONCERTS

Photobucket

CONCERTS:
No More Belts’ Happening
วงกลมวงเดียว เพื่อนเกี่ยวก้อยกัน

คอนเสิร์ตที่อบอุ๊นนน… อบอุ่น
เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นเบียร์!
แถมยังเต็มไปด้วยคนจริง ที่กล้าที่จะร้องเพลงตาม
วงที่น่าสงสาร ไม่ค่อยจะดัง หลายวง?!?

บัตร 350 บาท บวกค่าซีดีอีก 10 บาท ทั้งสิ้นทั้งมวล 360 คือมูลค่า
ของเหตุแห่งความสุขแบบไม่มีเข็มขัดรัดติ้วให้เจ็บพุง

ภายในงานประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ ๆ สี่ส่วน
ส่วนแรกคือส่วนของนิทรรศการงานศิลปะ
ที่บอกตามตรงว่างงมากมาย เพราะไม่มีที่มา ไม่มีแนวคิด
ไปจนถึงคนทำชิ้นงานนั้น ๆ ติดอยู่เลยแม้แต่น้อย
(หรือว่ามันเล็กมากจนเรามองไม่เห็นฟร่ะ?)
เว้นก็แต่งานที่เอาโลโก้ของนิตยสารเจ้าภาพ happening มาทำอาร์ทนั่นแหละ
ที่พอจะมีรายชื่อผู้ทำอยู่บ้าง นิดเดียวเอง…

ส่วนที่สองคือส่วนของร้านค้าขายต่าง ๆ เป็นการออกบูทขำ ๆ น่ารัก ๆ ไม่ถึง 20 บูท
ขายเสื้อ ขายแผ่นเพลง ขายนิตยสารเล่มย้อนหลัง ขายของ ขายสปอนเซอร์กันไป
จำได้ว่า โครตอยากได้เสื้อลายของงานนี้ แต่ราคาจะแพงไปไหน 250 บาทแหนะ
(หรือเพราะว่ากระเป๋าผมเหลือเงินแค่ 100 เดียวมั้ง ก็เลยคิดว่ามันแพง)
สติ๊กเกอร์ของ All-I-Do ก็น่าซื้อหา แต่บูทดูหงอยเหงาไปหน่อย เลยไม่ค่อยกล้า
เดินดุ่ม ๆ เข้าไปสอบถามราคากับเค้าอย่างจริงจัง… อายอดเป็นแบบนี้แลท่านผู้ชม
สรุปผลการเดินช๊อปปิ้ง ได้สมุดโน๊ตขำ ๆ น่ารักจาก Vanilla Garden ราคาเล่มละ
100 บาทมาเป็นเจ้าของพร้อมถุงกระดาษดีไซน์แน๊ววว แนว จนชาวบ้านอยากได้กัน
ปล. สำหรับส่วนนี้ ขอพูดถึงบูทจากรายการเนวิเกเตอร์เสียหน่อย จะใครซะอีกล่ะ
พี่ติ๊ก สุดหล่อเนวิเกเตอร์ของเรานั่นแหละ มางานกับเค้าด้วย มาขายเสื้ออย่างเมามันส์
เพิ่งรู้หลังงานเลิกว่า มีซีดีเพลงประกอบรายการขายด้วย (โครตอยากได้มากมาย)
ซวยไป แต่ที่แน่ ๆ ก็รู้ความจริงสองอย่างเกี่ยวกับหนุ่มหล่อที่สาว ๆ อยากได้มากัดกิน
ข้อหนึ่ง พี่ติ๊กน่าจะสูงประมาณ 175 ซม. เพราะผมและพี่ติ๊กสูงเท่ากัน หน้าตาเราก็เท่ากัน!!!
ข้อสอง พี่ติ๊กเป็นดาราที่เป็นมิตรมากที่สุดในประเทศไทย อันนี้ต้องเจอด้วยตัวเอง จะรู้เลย

ส่วนที่สามเป็นส่วนถ่ายรูปขำ ๆ เอามันส์ มีผ้าใบใหญ่เป็นฉากหลัง แล้วก็จะให้เราใส่หัวแหลม ๆ
สีสันเยอะ ๆ เรียกไม่ถูกว่ามันคืออะไร? หัวแบบในโปสเตอร์อะครับ ใส่ถ่ายรูปเล่นขำ ๆ
เอาสนุกสนานเป็นการถ่วงเวลาระหว่างดูคอนเสิร์ตกันไป ลัลล้ามาก ๆ

ส่วนที่สี่พูดเยอะหน่อย เพราะมันคือคอนเสิร์ตครับ

พูดถึงฉากของคอนเสิร์ต เน้นผ้าแพรสีขาวผืนใหญ่ ๆ พาดจากหลังมามาที่พื้น มีสองส่วนครับ
คือส่วนที่เอาไว้กั้นแสงจากส่วนออกบูท และส่วนที่เอาไว้ใช้ฉาย Visual ของกลุ่ม B.O.R.E.D
ตัวเวทีนั้น ดูค่อนมาทางซ้ายมากกว่าขวา คงเพราะตัวผ้าแพรนั่นแหละที่ทำให้เวทีดูซ้ายจัด!

วงดนตรีนั้น หลายวงก็ทำได้ในระดับดีมาก ถึงดีเยี่ยม สังเกตจากการตอบรับของคนดู
จะพบได้เลยว่า วงไหนดัง วงไหนไม่ดัง… ดังนี้

Friday — เพลงรักระดับตำนาน ไม่กรี๊ดกร๊าดให้มันรู้ไป
Scrubb — สครับบเหมือนจะมาแนวเดิม เริ่มด้วยเพลงนี้ ร้องอย่างนี้ จบอย่างนี้
แต่ก็ยังดีหน่อยที่ยังมีลูกเล่นให้เราตื่นเต้นเร้าใจได้บ้าง แต่ยังไงก็กรี๊ดกร๊าดอยู่ดี
Crescendo — มาพร้อมนักร้องใหม่ ที่พีคจัด ชวนคนดูที่นั่งดูร่วมกันเต้นเร้า ๆ
สนุกสนานกันไป นักร้องนำใหม่คนนี้ท่าทางเอ็นเตอร์เทนคนได้ดีพอดู
Soundlanding — วงนี้มากับการเล่นที่หนักหน่วงและเมามันส์ ล้ำได้อีก
แถมช่วงท้าย มีโยนเสื้อให้สาวอีกต่างหาก ฮ่า ๆ…
Morningserfers — มีการป่วนวงอื่นเล็กน้อย ก่อนเข้าสู่วงตัวเอง พอถึงช่วง
วงของตัวเอง ทุกคนก็ร้องเพลงตามได้เยอะพอตัว แฟน ๆ กรี๊ดกร๊าดกันไปพอดิบพอดี
Moon — บอกตามตรงว่าโครตรักวงนี้ เพลงเพราะได้อีก แต่น่าเสียดายที่แฟนเพลง
น้อยไปหน่อย น่าสงสารมาก ช่วยร้องกับพี่เค้าสุดชีวิต รักวงมูนค้าบบบ…
Sleeper 1 — ฟัง จำ ร้องไห้ คือสามเพลงที่ผมโครตชอบจากวงนี้ครับ
Portrait — พี่ปอยเท่ห์ไปไหน มาแบบมีเสื้อคลุม แบบเสื้อยืด แบบใส่แว่นกันแดด
และแบบมีกลิ่นเบียร์ตุ่ย ๆ รู้สึกว่าพี่เค้าจะได้ขึ้นเวทีเยอะที่สุดในงาน เหอเหอเหอ
Jungleman & Dj. Ake — นั่งนิ่ง ๆ ฟังเอ็กเพอริเมนทอลมิวสิคกันไปพลาง ๆ
Nolens. Volens — เหมือนข้างบน
Frozen — เหมือนข้างบน (ช่วงวงนี้แหละครับ ที่ทำให้ผมหลบลงไปหาของกิน
ด้านล่างของเจเจมอลล์ ฮ่า ๆ…
NMBH Band — ร้องสองเพลงครับ เพลงใหม่ “วงกลม” กับเพลงของ
2 Days Ago Kids “กลับมา” เป็นการจบงานอย่างสมบูรณ์

โดยภาพรวมถือว่าคอนเสิร์ตนี้เป็นกันเองมาก ๆ ครับ
ดูคอนเสิร์ตไปมีความสุขกันไป ฟังนักดนตรีหยอกด้วยคำพูดกันเมามันส์
เหมือนไปนั่งฟังเพื่อนข้างบ้านเล่นดนตรีให้ฟังยังไงอย่างงั้น
เป็นอีกหนึ่งคอนเสิร์ตประทับใจในรอบปีนี้ ที่ถ้ามีอีกรอบ
ผมก็จะยอมเสียเงินไปดูครับผม

สุดท้าย… Top Five เพลงที่ชอบในคอนเสิร์ตนี้ครับ
1. เก็บมานาน/Moon – ชอบเพลงนี้มานานแล้วครับ แต่เพิ่งรู้ว่าวงนี้ร้อง
ได้ยินปุ๊บ อยากจะร้องไห้และร้องตามดัง ๆ
2. ร้องไห้/Sleeper 1 – เพิ่งเห็นหน้าผู้หญิงที่ร้องเพลงนี้ครับ เธอเป็นแพทย์!
ฟังแล้วโครตได้ฟีล Sleeper 1 ผมว่าเค้าเหมาะกับแนวดนตรีแบบนี้มากกว่า
3. เก็บไว้ให้เธอ/Scrubb – เพลงนี้เพราะไปไหน ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้ในคอนเสิร์ต
มักจะทำให้ผมน้ำตาคลอเบ้าเสมอ เพลงเศร้ามากครับ แต่มีความสุขที่ได้ร้องตาม
4. ใกล้ไป/Friday – ครั้งแรกในชีวิตที่ได้ดู Friday เล่นสด เป็นความรู้สึกที่ดีมาก
ทุกคนเป็นเพื่อนกัน เล่นดนตรีเพราะรักมัน ดูหน้าตาแต่ละคนแล้ว รู้เลยครับ
ว่าความสุขมันเป็นอย่างไร… ชอบจังเลย
5. วงกลม/NMBH Band – เพลงแต่งใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ ชอบเสียงพี่เมื่อยครับ
ฮ่า ๆ… นั่นแหละเหตุผลที่ชอบเพลงนี้
5. (+1) ยังอยากรู้/Scrubb – เวอร์ชั่นที่ไม่มีหมอเอิ้นมาร้องด้วย แถมคนร้อง
ก็ไม่ใช่พี่บอล เป็นพี่เมื่อยแทน ฟังแล้วแปลกหูไปอีกแบบ แต่โดยรวมโครตชอบเพลงนี้
เป็นทุนเดิมอยู่แล้วครับ

INFORMATION
+ No More Belts’ Happening Music and Art Festival
ตอน Circle of Friend
+ 14 มิถุนายน 2551, ชั้น 6 JJ Mall
+ 16.00 – 00.30 (นานมากกก…)
+ บัตร 350 บาท + ค่าซีดีแผ่นเพลงพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ 10 บาท