Filed under: BOOKS

BOOKS
: Lump Book, Various Writers
ผลการทดลองล้ำส่งตรงจากเมืองเหนือ
หนังสือทำมือหนึ่งเล่ม บอกอะไรได้บ้าง?
…ความคิดความอ่านของคนเขียน
…มุมมองที่มีต่อชีวิตจากสายตาของคนเขียน
…หรือ เป็นเพียงแค่การระบายออกทางตัวอักษร
หนังสือทำมือหลายเล่มมาในรูปแบบของกระดาษเอห้า ถ่ายเอกสารขาวดำ
เย็บแม็กมุงหลังคา แล้วก็หาโอกาสวางขายตามงานเทศกาลสื่อทางเลือกต่าง ๆ
บางเล่มก็มาซะเลิศหรูอลังการดาวล้านดวง พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม ยังไม่พอ
แทบจะเป็นธรรมเนียมแห่งชาติ ต้องแถมโปสการ์ดอย่างน้อยหนึ่งแผ่น!
ผมไม่ได้กำลังดูถูก หรือกำลังคุกคามเรื่องคุณภาพของหนังสือทำมือ
หากแต่กำลังคิดกับสมองของตัวเองว่า เราซื้อหนังสือที่หน้าปกหรือเปล่า?
“ล้ำบุ๊ก” ผลิตภัณฑ์ระดับห้าดาวโดยกลุ่มนกฮูกดีไซน์จากจังหวัดเชียงใหม่
เป็นหนังสือทำมือหนึ่งเล่มที่ผมยอมรับตามตรงว่า… ซื้อมันมาเพราะหน้าปก
ผมชอบกราฟฟิกของหนังสือเล่มนี้ครับ อาจเพราะคุณภาพทางด้านกราฟฟิก
ของผู้จัดทำที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้หนังสือทำมือเล่มนี้ “ล้ำ” จริงอย่างเค้าว่า
หากคุณคิดว่า หน้าปก และกราฟฟิก ยังไม่ล้ำพอ ขอแนะนำเนื้อหาด้านใน
เพราะหนังสือทำมือเล่มนี้ เป็นเวอร์ชั่นสองภาษาที่คนไทยตาดำ ๆ อ่านได้
ฝรั่งตาสีน้ำข้าวก็อ่านดี อาจเพราะเหตุผลว่าวางขายในเชียงใหม่ เมืองที่เต็มไปด้วย
วัฒนธรรมผสม ผับบาร์เสิร์ฟเบียร์นอกอาจตั้งอยู่ข้างวัดเก่าแก่ที่พระอุโบสถ
ประดับประดาด้วยศิลปาล้านนาแท้ ๆ
10 เรื่องราวที่คัดมาใส่ในล้ำบุคเล่มแรกนั้น เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเต็มเปี่ยม
ใส่อารมณ์กันให้เต็มเหนี่ยว เรียกได้ว่า บางเรื่อง ถ้าเป็นคนเชียงใหม่แท้ ๆ จะอ่านสนุก
เพิ่มขึ้น 18 เท่า ด้วยนักเขียนที่อาจจะคุ้น ๆ หูบ้าง อย่าง FILMSICK ไม่รู้ว่าตัวจริงตัวปลอม
แต่ที่แน่ ๆ นฆ ปักษนาวิน ตัวจริงมาร่วมเขียนบทกวีในส่วนท้ายเล่มอีกด้วย
อ่านไปอ่านมา รู้สึกเล็ก ๆ ว่า หนังสือทำมือรวม 10 เรื่องสั้นเฉพาะกิจเล่มนี้นั้น
เหมือนเรากำลังอ่านข้อความบนกระจกที่กำลังสะท้อนตัวเราเองอยู่
(เหมือนที่ใต้โลโก้ของหนังสือ เขียนบอกกับเราว่า ล้ำบุ๊ก คือ ‘The Mirror of Thailand’)
อ่านบางเรื่องก็ถึงขั้นคนที่โดนพาดพิงอาจสะอึกได้ทุกครั้งที่ขึ้นย่อหน้าใหม่ ยกตัวอย่างเช่น
‘วิญญาณล่องลอยในโลกของ Free Copy’ ที่ผู้เขียนใส่อารมณ์กับภาพรวมและเนื้อหาใน
หนังสือประเภท Free Copy ที่แจกฟรีกว่า 20 หัวทั่วเมืองเชียงใหม่ เช่นเรื่องของการเขียน
และเชียร์แนะนำร้านอาหารที่หนังสือตัวเองได้สปอนเซอร์มา รวมไปถึงการแนะนำที่เที่ยว
ที่ภาพสวยหรูหราอลังการ แต่ท้ายคอลัมน์ดันไม่มีข้อมูลอะไรให้จับต้อง เป็นต้น
เหมือนอ่านบทความระบายอารมณ์ของเพื่อนหนึ่งคน แต่เราใช่ว่าจะได้แต่สะเก็ดน้ำลาย
หากแต่เราได้มุมมองขั้นเทพของคนเขียน ที่เขียนเรื่องราวด้วยภาษาล้ำ ๆ เกินตัว
ด้วยราคาที่แพงแสนแพง (100 บาท) และจำนวนพิมพ์ที่มีจำกัด (300 เล่ม ของผมได้ลำดับ
ที่ 00078 – เพิ่มความ Limited Edition ได้มากขึ้นอีกอักโข) ทำให้คุณค่าของหนังสือ
เล่มนี้ “ล้ำค่า” มากกว่าหนังสือทำมือเล่มใด ๆ ในท้องตลาด
ถามผมว่าเสียดายเงินมั๊ย ก็เสียดายนะครับ ช่วงนี้น้ำมันออกจะแพง
และถามผมว่าชอบมากมั๊ย ผมให้ 7.58 เต็ม 10 ละกันครับ (ทศนิยมสองตำแหน่งทำเพื่อ?)
อย่างน้อย ‘ล้ำบุ๊ค’ ก็ทำให้ผมได้รู้ว่า เชียงใหม่เดี๋ยวนี้ล้ำมากเลยเนอะ…
INFORMATION
+ ล้ำบุ๊ค; Lump Book โดย nokhook design
+ หลายคนเขียน, สองภาษา ไทย – อังกฤษ
+ หนา 80 หน้า ราคา 100 บาท ผลิตจำนวนจำกัด 300 เล่ม
+ ผมซื้อมาจากร้านหนังสือประตูสีฟ้า ปากซอยเอกมัย 10 ครับ
+ ดูความเคลื่อนไหวเล่มต่อไปได้ที่ http://lumpbook.exteen.com
Filed under: MOVIES

MOVIES
: The Truth Be Told, 2007
เรื่องจริงจากปากของคนจริง
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉายนานมากแล้ว แต่ผมขอยอมรับตามตรงว่า เพิ่งได้ดูเมื่อคืนนี้เอง
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการกำกับของ พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับคืนไร้เงา
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีนางเอกชื่อดังทางหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ว่า สุภิญญา กลางณรงค์
เรื่องราวของสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ
หรือ คปส. ที่ถูกบริษัทชินคอร์ปฯ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเจ้าของคือใคร? ฟ้องร้อง
ค่าเสียหาย 400 ล้านบาทในคดีแพ่งรวมทั้งการจำคุก จากข้อหาหมิ่นประมาท
จากบทความ “เอ็นจีโอประจาน 5 ปีรัฐบาลไทย ชินคอร์ปรวย” ลงหนังสือพิมพ์ไทยโพสท์
ซึ่งเป็นต้นเหตุของการต่อสู้ทางอาญาที่ยาวนานกว่าสามปีเต็มของเธอ
บรรยากาศในการดูหนังของผมในคืนนี้นั้น เป็นบรรยากาศที่หนาวเหน็บ วังเวง
แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะดูหนังเรื่องนี้ให้รู้เรื่อง (เพราะผมชอบนอนหลับเสมอ
เวลาดูภาพยนตร์สารคดี) ในที่สุดผมก็เอาชนะมันได้ หนังเรื่องนี้สนุกครับ
ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป หนังพาเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสุกัญญา
นั่งฟังครอบครัวพูดถึงเธอ ไปดูชีวิตประจำวันของเธอ รวมไปถึงไปนั่งฟังเธอ
ยืนไฮด์ปาร์คท่ามกลางประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับระบอบทักษิณในนาม
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก่อนพาเราไปสู่ความตื่นเต้นเร้าใจหน้าห้องพิจารณาคดี โดยส่วนตัวชอบที่ตัวหนังไม่ได้ใช้จุดเด่นเพียงแค่ตัวตนของสุกัญญาเท่านั้น
หากแต่นำเอาชีวิตส่วนตัวของพ่อและแม่ของเธอเข้ามาเป็นตัวประกอบ
ในหนังได้อย่างไม่ขัดเขิน (ความจริงคุณพ่อของสุกัญญาน่าจะเขินพอตัว)
ดูชีวิตของเธอสลับไปมาระหว่างกรุงเทพฯกับสุราษฎร์ธานี ทำให้หนังดูไม่น่าเบื่อจนเกินไป
อีกฉากที่ชอบคือฉากที่สุกัญญาคุยกับหลานวัยมัธยมต้นเรื่องอนาคตของชีวิต
จากที่ตอนแรกอยากเป็นผู้สื่อข่าว แต่กลับเปลี่ยนความคิดอยากมาเป็นหมอ
ด้วยเหตุผลกลัวที่จะเป็นผู้สื่อข่าวเหมือนน้าสาวของตัวเองผู้ซึ่งกำลังต้องคดีอาญา
ท้ายบทสนทนา น้าสาวพูดลอย ๆ ว่า “กลัวอะไร เราไม่ได้ทำผิดนี่นา”
ประโยคง่าย ๆ แต่ก็ทำให้คนดูอย่างเราคิดได้เยอะพอตัว
ฉากจบของหนังที่ผมรู้สึกว่าทั้งง่ายและสวย จากห้องทำงานของสุกัญญา
ที่มหาวิทยาลัยมหิดล สู่สายลมรุนแรงที่พัดต้นไม้ใหญ่ให้พริ้วไหวแต่ไม่ยอมหักงอ
จากนั้นจึงตามด้วยเสียงปราศรัยของเธอ เสียงปราศรัยที่สรุปเรื่องราวทั้งหมดของหนัง
ไว้ได้เพียงไม่ถึงห้านาที เสียงปราศรัยที่ไร้ภาพผู้คนคอยตะโกนว่า “ทักษิณ…ออกไป”
กินใจผมได้ดีเยี่ยม และทำให้หนังเรื่องนี้จบสวยได้อย่างไร้ที่ติ
บางทีหนังหนึ่งเรื่องอาจไม่ได้นำมาซึ่งความเคลื่นไหวในสังคมแบบเรา ๆ มากมายนัก
แต่หนังสารคดีเรื่องนี้ กลับสร้างความมีตัวตนของสุกัญญาขึ้นมาในประชาธิปไตยแบบไทย ๆ
ที่กำลังจะถูกเผาทิ้งในไม่ช้าก็เร็ววัน รีบไปดูเถอะครับ ก่อนที่เราจะเจอรัฐประหารอีกครั้ง
รัฐประหารที่ญาติพี่น้องของสุกัญญา… อาจไม่ได้แค่ถอนหายใจ… แล้วบอกว่าดีแล้ว
INFORMATION
+ ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในโครงการ Director Screen ซึ่งที่ผ่านมา มีภาพยนตร์ที่ฉายไปแล้ว
1 เรื่อง คือ Wonderful Town โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์
+ ภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง หนึ่งที่นั่ง ราคา 140 บาท
+ ฉายที่โรงภาพยนตร์ SF World Cinema โรงภาพยนตร์ที่ 10
+ ทำใจกับความน้อยนิดของคนดู เพราะเป็นธรรมดาของภาพยนตร์นอกกระแสหาดูยาก
+ อย่างที่บอกไว้ รีบไปดู ก่อนจะมีรัฐประหารอีกครั้งครับ