“|hEYbO!bZays:|”


BOOKS: ต้นไม้ใต้โลก, ทรงกลด บางยี่ขัน
July 25, 2008, 7:31 pm
Filed under: BOOKS

Photobucket

BOOKS
: ต้นไม้ใต้โลก, ทรงกลด บางยี่ขัน
เปลี่ยนโลกได้ง่ายกว่าเปลี่ยนชุดนอน!

PhotobucketPhotobucketPhotobucketPhotobucket
ปล.ขออภัยหนึ่งอย่างนะครับ คือเรื่องเพลง ความเชื่อ ของบอดี้แสลม
เพราะไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ผมไม่สามารถเอามันลงได้เลยครับ ขออภัยจริง ๆ
ไว้ถ้าหาทางได้ จะเอามาลงเพิ่มเติมอีกทีนะครับ

———-

หนังสือบนโลกนี้มีสองประเภทครับ

ประเภทแรกคือ อ่านรู้เรื่อง อ่านยังไงก็เข้าใจ
ราวกับว่าคนเขียนมานั่งเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังตาต่อตา ฟันต่อฟัน เธอกับฉัน เราเข้าใจ
ประเภทนี้มักจะมาในหมวดหมู่ของ Best Seller
ไม่ก็พวกที่มีโลโก้สีเงิน ๆ เป็นรูปหัวปากกาหมึกซึมประมาณ 10 หัว
แบหราอยู่หน้าปก เราเรียกพวกนี้ว่าพวกซีไรท์
นอกจากสองพวกข้างต้นนี้แล้ว ก็ยังมีอีกหลายพวก
ทั้งพวกเรื่องสั้น วรรณกรรม (มันเหมือนกันนี่หว่า?)
กวีนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และอีกมากมายหลายนิพนธ์ละลานตา

ประเภทที่สองคือ อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ
มึงเล่าเรื่องอะไรของมึงเนี่ย
ไม่ก็พวกปรัชญามาก ๆ ทฤษฎีเหวอ ๆ เรื่อยไปจนถึงพวกที่มีแต่ตัวอักษร
…แล้วภาพมันหายไปไหนวะ?
(ความจริง วิทยานิพนธ์ น่าจะมาอยู่ในพวกนี้มากกว่า ไม่รู้จะอ่านยากไปไหน
มีแต่พวก รศ. ดร. ผช. กกต. สส. สว. เท่านั้นที่อ่านออก)
อ้อลืมพวกนี้ไปเสียสนิทผมขอพ่วง หนังสือธรรมมะ เข้าไปด้วย
ผมเป็นพุทธศาสนิกชนที่ขยาดการอ่านหนังสือธรรมมะอย่างยิ่งยวด
นอกจากสาระที่หาได้ยากแล้ว (เพราะมีแต่เรื่องที่อ่านแล้วพาลจะหลับ ไม่ทันได้จับสาระสักที)
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมกับหนังสือธรรมมะเป็นดั่งเส้นขนานที่ไม่มีทางหรอกที่ผมจะได้พลิกมัน
ก็คือผมไม่ชอบเข้าวัดเข้าวา ฟังเทศน์ฟังธรรม แต่ดันชอบทำบุญซะงั้น
ในเมื่อไม่ชอบฟังเทศน์ฟังธรรม พระไหนแม่ชีไหนก็เถอะ
อุบาสกอย่างเราคงได้แค่ดูหน้าปกแล้วเดินผ่านไปอย่างสงบเสงี่ยม
สมเป็นชาวพุทธที่ดีแต่ทำบุญไปวัน ๆ

เป็นแทบทุกครั้ง
ที่ต้องขอร่ำไรนอกเรื่องก่อนจะเข้าสู่ประเด็นที่อยากจะพูดถึงเสมอ
มันเป็นอะไรของมันวะ ชาตินี้ถ้ามันไม่ได้ระบายออกทางการพิมพ์
มันคงจุกอกตายคาคีย์บอร์ดแหง ๆ

ก็คงเพราะการร่ำไรอย่างไรเหตุผลของกระผมนี่แหละครับ
ที่ทำให้มีจดหมายเทียบเชิญมาช่วยทำสิ่งที่ผู้เชิญ
เรียกมันว่า “สัญญา” ที่ได้ข่าวว่ามี “พันธะ” รวมอยู่ด้วย
ให้เขียนถึงหนังสือของพี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเทเสียด้วย
หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า “ต้นไม้ใต้โลก” ครับ

———-

เดิมทีนั้นหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มเล็กขนาดเอห้า ที่แถมมากับนิตยสารอะเดย์
นิตยสารที่ได้ชื่อว่านอกจากเนื้อหาที่จะเท่ห์ เก๋ แนว แว้น ไปไหนแล้ว?
ของแถม ของนิตยสารเล่มนี้มักจะมีไอเดียดี ๆ ความคิดคม ๆ
มาให้เราเป็นการสมนาคุณเสมอ ๆ รวมทั้งหนังสือเล่มนี้ด้วย

หนังสือเล่มเล็กเล่มนี้ไม่มีอะไรมากครับ มีเนื้อหาประมาณสองสามย่อหน้าต่อเรื่อง
เล่าถึงคนที่นู่นที่นี่เค้าทำอะไรที่ทำให้โลกของเราสวยเก๋กิ๊บก๊าบขึ้นมาบ้าง
ตัวอย่างเช่น จู่ ๆ ชาวบ้านในชุมชนแห่งหนึ่งในประเทศนอร์เวย์
นึกครึ้มอกครึ้มใจหลังจากเอาโซฟามาปัดฝุ่นหน้าบ้าน
ออกไอเดียร่วมกันทำห้องนั่งเล่นบนถนน! พูดเป็นเล่นไป
เค้าทำถึงขั้นขออนุญาตกับทางการเพื่อขอทำห้องนั่งเล่นบนถนน
และทางการก็ใจดีอนุญาตเสียด้วย!!

หรือจะเป็นคนจำนวนหนึ่งที่เอาเวลาว่างมานั่งถักเสื้อไหมพรมให้เพนกวิน!
เพื่อช่วยเจ้านกน้อยพวกนี้จากคราบน้ำมันที่จะทำร้ายขนบาง ๆ น้อย ๆ
ของเหล่าเจ้านกเพนกวินวิลล่า

จากไอเดียเล็ก ๆ น่ารัก ในหนังสือเล่มบาง ๆ ที่น่ารักพอ ๆ กัน
มาสู่กระแสตื่นตัวเล็ก ๆ ถึงขั้นมีการพิมพ์เพิ่มเพื่อแจกจ่ายโรงเรียนต่าง ๆ
ให้นักเรียนวัยกระโปรงบานขาสั้นได้อ่านกันเป็นที่สนุกสนานบานตะไท
แล้วในที่สุด มันก็กลายมาเป็นหนังสือที่น่ารักน่าชังยิ่งกว่า
ในราคา 185 บาทที่มีชื่อว่า “ต้นไม้ใต้โลก”

เรื่องราวก็จะคล้าย ๆ กับในหนังสือเล่มเล็กที่ผมพูดถึงในตอนต้นนั่นแหละครับ
แต่เล่มนี้ดูมีคุณค่ามากขึ้นด้วยการจั่วหัว
“100 ความคิดค้น ๆ ของคนอยากเปลี่ยนโลก”
แค่อ่านปกก็อยากจะทะเยอทะยานทำอะไรช่วยโลกนี้กันสุดฤทธิ์
ต่อไปนี้คือรีวิวจริง ๆ ไม่ติงนังของหนังสือเล่มนี้ครับ

เริ่มต้นที่รูปเล่มกันก่อน หนังสือเล่มนี้พิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา
ตั้งแต่หน้าหนึ่งยันหน้าสุดท้าย อ่านแล้วเพลิดเพลินตาเพลิดเพลินใจ
แต่…ช้าก่อน ลองเปิดไปทีละหน้า อย่างช้า ๆ…
คุณจะพบว่า เส้นสีเขียวที่คุณเห็นในทุก ๆ หน้า (จริง ๆ ไม่เชื่อเปิดดูได้)
นอกจากมันจะบิดปัดเกลียวหมุนซ้ายป้ายขวาเป็นรูปทรงต่าง ๆ
ตามเนื้อเรื่องในแต่ละหน้าแล้ว มันยังต่อเนื่องกันทั้งเล่มครับผม!!!

เอ่อ… สำหรับคนที่ช่างสังเกตหน่อย
ผมอนุญาตให้ตัดเครื่องหมายตกใจทิ้งไปได้เลยครับ

พลิกหน้าต่อไป มีคนว่าเอาไว้ หนังสือดี ต้องมีคนดัง ๆ เขียนคำนิยม
เล่มนี้ไม่ค่อยดังเท่าไหร่นะครับ เพราะคนที่เขียนคำนิยมให้ก็มีตั้งแต่
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนุ่มเมืองจันท์
เรื่อยไปจนถึง ทรงกลด บางยี่ขัน (อ้าว นี่มันคำนำนี่หว่า ขออภัย)
อืมมม หนังสือเล่มนี้ไม่ค่อยดังจริง ๆ (ฮา)

ลำดับถัดไป หนังสือดี ๆ เนื้อหาก็ต้องดีด้วย
(แหม… มีที่ไหนบ้างเนี่ย ที่หนังสือดี แต่เนื้อหาห่วยแตกมาก!)
เนื้อหาของต้นไม้ใต้โลกนั้น อ่านแล้วเพลิดเพลินเจริญใจดีแท้
เพราะ 100 เรื่องที่พี่ก้องคัดสรรมาให้ผู้อ่านได้อ่านนั้น
ล้วนเป็นโครตความคิดดี ๆ ของคนอย่างเปลี่ยนแปลงโลกจริง ๆ

มีที่ไหน… แก้ปัญหาพวกโปสเตอร์ที่แปะไม่ถูกที่ถูกทาง
ด้วยการเอาคำว่า Cancelled มาแปะทับซะเลย (โครตน่าทำในเมืองไทย)

มีที่ไหน… ให้นักวิจัยที่ทำวิจัยล้มเหลวส่งงายวิจัยชิ้นที่ล้มเหลวเข้ามา
เพื่อที่จะรวบรวมเอาไว้ให้นักวิจัยรุ่นใหม่ รู้ว่า
การวิจัยนั้น ๆ ทำไปแล้ว และล้มเหลวไปแล้วด้วย

มีที่ไหน… อีกมากมาย ที่เร้าใจให้คุณเข้าไปอ่านกันได้ในราคา 185 บาท
(น่านนน ขายของซะ)

จุดเด่นอีกจุดของหนังสือเล่มนี้ที่ผมชอบก็คือ
การเอา Quote หรือคำพูดเด่น ๆ เท่ห์ ๆ เก๋ ๆ แนว ๆ ของแต่ละบุคคลสำคัญ
ที่เกี่ยวของกับบทความนั้น ๆ มาแทรกใส่ซะเลย
อ่านแล้วก็สะอึกไปสองสามที เพราะข้อคิดดี ๆ มีอยู่ในนั้นเพียบ ตัวอย่างก็เช่น

“เราตัดสินคนตรงสิ่งที่เขาลงมือทำ ไม่ใช้สิ่งที่เขาอยากทำ” – – นิรนาม

“ เราไม่ได้ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเราเท่านั้น
เราต้องรับผิดชอบต่อการไม่ทำของเราด้วย” – – โมลิเยร์

“ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตก็คือ
การทำในสิ่งที่คนอื่นห้ามคุณทำ” – – วอลเตอร์ เบกฮอต

ฯลฯ

โดยรวมแล้วผมว่าหนังสือเล่มนี้ควรบรรจุในหนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน
เพราะผมโครตจะเชื่อขนมกินได้เลยว่า คนไทยร้อยทั้งร้อยที่อ่านหนังสือเล่มนี้
ต้องอ่านเข้าใจ และอ่านมันจบด้วย เพราะเมื่อคุณได้อ่านเรื่องแรกแล้ว
คุณจะรู้สึกว่า เรื่องต่อ ๆ ไป รังแต่จะน่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุด
คุณก็ต้องได้ไอเดียอย่างน้อยหนึ่งไอเดีย
เพื่อเอาไปเปลี่ยนแปลงโลกตามแบบของคุณบ้าง

———-

พี่ก้องเป็นคนน่ารักครับ ผมรู้จักพี่เค้าครั้งแรก (ทางหน้านิตยสาร)
ในฐานะของกลุ่ม หิน ถาม ทาง ตอนนั้นพี่ก้องยังดูเป็นหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่มีพลังมาก
อ่านกิจกรรมของกลุ่มนี้แล้วผมรู้สึกว่าอยากไปแม่งทุกทริป
จนในที่สุดผมก็ได้มีโอกาสติดตามพี่ก้องอีกครั้งในฐานะบรรณาธิการนิตยสารอะเดย์
ซึ่งเป็นประเพณีที่ถึงขั้นเขียนลงในหน้า Wake Up! (บทบรรณาธิการ)
ว่าบรรณาธิการอะเดย์จะเปลี่ยนทุก ๆ สองปี
ช่วงแรก ๆ ผมบอกตามตรงเลยครับ ว่าผมรอคอยบรรณาธิการคนใหม่ของอะเดย์มาก ๆ
เพราะอะเดย์ไม่ค่อยถูกใจผมเลยสักเดือน

จนมาช่วงที่กำลังจะครบสองปี ผมรู้สึกว่าพี่คนนี้เค้ามีดีอย่างคาดไม่ถึง
เหมือนนักมวยที่มัวแต่เอาศอกป้องตัวเองเอาไว้ แล้วปล่อยให้คู่ต่อสู้ฮุกไปก่อน
จนในยกสุดท้ายเค้าก็ขอลุยด้วยลีลาดุเด็ดเผ็ดมัน เล่นเอาโปรโมเตอร์ใจเต้นกันเป็นแถว ๆ
แล้วเค้าก็เป็นบรรณาธิการนิตยสารอะเดย์มาได้จวนจะครบสี่ปีแล้วครับ
พี่ชายคนนี้ยังคงมีพลังอยู่เต็มถัง กิจกรรมต่าง ๆ ที่อะเดย์จัดล้วนสร้างสรรค์สุดเท่ห์และเก๋ไก๋
นี่ยังไม่พูดถึงนิตยสารอะเดย์ที่ดังอยู่แล้วเป็นทุนเดิม
ทุกเดือนต้องมีการพูดถึงนิตยสารเล่มนี้อย่างน้อยหนึ่งสื่อ อะไรจะขนาดนั้น

พี่ชายที่ชอบใส่เสื้อยืดที่มักมีความหมายโดยนัยเสมอ ๆ กับกางเกงยีนส์ รองเท้าคอนเวิร์สคนนี้
เค้าผ่านอะไรมามากกว่าที่ผมคิดครับ เมื่อตอนผมไปเป็นจูเนียร์อาร์ตไดเรกเตอร์ที่อะเดย์
ผมมีโอกาสพูดคุยกับพี่คนนี้เป็นการส่วนตัวถึงสองครั้งสองครา
ส่วนใหญ่หัวข้อจะเป็นเรื่องความรับผิดชอบของตัวผมเอง ฟังสองครั้งก็ได้ข้อคิดดี ๆ สองครั้งครับ

ทุกครั้งที่มีการถกเถียงและพูดคุยกับพี่ชายคนนี้
ความสนุกของผมส่วนหนึ่งก็อยู่ที่การฟังพี่ก้องพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
แต่แฟงไปด้วยแง่คิดที่น่าสนใจตลอดเวลา

ความจริงผมควรจะเขียนถึงหนังสือ “ต้นไม้ใต้โลก” มากกว่านี้ตามที่สัญญาเอาไว้
แต่สำหรับผมแล้ว การได้ลองทำความรู้จักกับคนที่เขียนหนังสือ
ไม่ใช่แค่เล่มนี้ แต่หมายถึงเล่มอื่น ๆ ด้วยนั้น
นอกจากเราจะได้พบตัวตนที่น่าค้นหาของพวกเค้าเหล่านั้นแล้ว
เรายังได้พบกับมันสมองของพวกเค้าอีกด้วย

ซึ่งนี่แหละครับคือหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หนังสืออยู่ในประเภท “อ่านรู้เรื่อง”
เพราะหากเราไม่รู้จัก และยอมเข้าสู่โลกของผู้เขียนละก็ อ่านไปก็คงปวดตับตายครับ

ประโยคสุดท้ายที่ผมอยากบอกกับคนที่คิดจะอ่าน “ต้นไม้ใต้โลก” เล่มนี้ คือ
“พี่ก้องเป็นคนที่ยิ้มแล้วเหมือนแป๊ะยิ้มดีครับ (ฮา)”

INFORMATION
+ ต้นไม้ใต้โลก โดย ทรงกลด บางยี่ขัน
+ 224 หน้า ราคา 185 บาท
+ หนังสือจัดอยู่ในหมวดทั่วไป
+ แต่อยู่ในชุด Practical ลำดับที่ 001 ของสำนักพิมพ์ a book
+ ผลงานอื่น ๆ ของพี่ก้อง ทรงกลดบางยี่ขัน – นั่งฝั่งตะวันตื่น ยืนฝั่งตะวันตก,
นายเท้าซ้าย เด็กชายเท้าขวา, สองเงาในเกาหลี, Wake up! (รวมบทบรรณาธิการนิตยสารอะเดย์
เขียนรวมกับ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ และวชิรา รุธิกนก)
 และล่าสุด หน่อไม้
เขียนร่วมกับ นิ้วกลม และ ทรงศีล ทิวสมบุญ



TELEVISIONS: Dream Chaser 2, ซิ่งล่าฝัน 2
July 4, 2008, 3:25 am
Filed under: TELEVISIONS

Photobucket
ภาพจาก www.dreamchaserthai.com

TELEVISIONS:
Dream Chaser 2, ซิ่งล่าฝัน 2
ทุกทุกวันที่ผ่านมา ต้องไขว่คว้าหาสิ่งใด…

ทุก ๆ เที่ยงคืนของวันจันทร์ ผมจะต้องเฝ้าหน้าจอช่องสาม
เพื่อดูความเป็นมาเป็นไปของสองชีวิตบนอานมอเตอร์ไซคล์วิบาก
ที่เลือกจะเดินทางท่องเที่ยวทั่วอินโดจีน โดยใช้ชื่อปฏิบิติการนี้ว่า “ซิ่งล่าฝัน”

หลายรายการทางทีวีที่ทำให้แรงบันดาลใจของคนคนหนึ่งกระโตกกระตากได้
แน่นอนว่า… รายการนี้ด้วย

การเดินทางบนหลังอานมอเตอร์ไซคล์ในซิ่งล่าฝันภาคแรก ดูเฉย ๆ มากครับ
เพราะมันก็คือการซิ่งมอเตอร์ไซคล์ไปพร้อม ๆ กับแขกรับเชิญ พูดคุยเรื่องนู่นนี่
ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันก็เหมือนรายการทอล์คโชว์ดีดีนี่เอง ผมจึงไม่ค่อยชอบ
ในรูปแบบรายการในภาคแรกมากนัก

แต่สำหรับภาคสองแล้ว พี่สุกี้ เลือกที่จะซิ่งล่าฝันไปพร้อม ๆ กับอีกหนึ่งฝันเล็ก ๆ
พี่หุ่ย ท่าทีที่ดูเก้งก้าง ตื่น ๆ และดูเป็นคนพูดน้อย ทำให้รายการนี้น่าสนใจมากขึ้น
ตลอดเส้นทางสามสี่ตอนที่ผ่านมา เราไม่ได้แค่ดูว่าพี่สุกี้ไปประสบพบเจออะไรบ้าง
แต่เรายังได้ดูการเติบโตบนโลกใบใหญ่ของหนุ่มอีกคนหนึ่งไปด้วย…

รูปแบบของรายการเปลี่ยนแปลงไปจากภาคหนึ่งมาก
จากรูปแบบของรายการทอล์คโชว์เอาท์ดอร์ กลายมาเป็นสารคดีท่องเที่ยวเต็มตัว
สนุกเหมือนกำลังนั่งดู Lonely Planet ไม่ก็ Pilot Guides (รายการพาเที่ยว
ที่พิธีกรหลายคนมาก แต่ที่จำได้ติดสมองคือ อีตาเอียน ไรท์ ที่ชอบเล่นแผลง ๆ
และชอบแก้ผ้าลงทะเล ในทุก ๆ ตอนที่ไปเที่ยวชายหาด)

นอกจากรูปแบบรายการที่เท่ห์มาก ด้วยเส้นทางที่พี่สุกี้เลือกเอง พอใจก็ไป
ไม่พอใจก็ไม่ไป (โครตแบคแพคเกอร์)  ภาพที่นำเสนอก็โครตจะสวย
ไม่รู้ใช้ฟิลเตอร์อะไรไปบ้าง แต่สวยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสวยเวอร์
แบบพวกสารคดีบีบีซี แต่สวยที่มุมกล้องและการตัดต่อ

นอกจากภาพและรูปแบบรายการแล้ว สิ่งที่โครตจะชูให้รายการนี้ดูหรูหรามากขึ้น
เห็นจะเป็นเพลงประกอบ ที่แต่ละเพลงฟังแล้วเกิดความทะเยอทะยานอยาก
กระเหี้ยนกระหือรือจะออกเดินทางท่องเที่ยวไปตามใจอยากยังไงอย่างงั้น
บางเพลงผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินครับ อย่างเพลง สักเท่าไหร่ ของโมเดิร์นด๊อก
ฟังครั้งแรกแล้วอยากจะกรี๊ดแล้วกลิ้งลงไปนอนกับพื้น เจอเพลงที่สุดแสนจะส่งเสริม
อินสไปเรชั่นขนาดนี้แล้ว… ต้องเสาะหามาเป็นเจ้าของ (เอ็มพีสามคือทางออก เฮ้อ…)

ท่อนแรกของเพลงโครตจะโดนใจ แถมภาพในรายการก็โครตจะสะท้อนอารมณ์
ภาพตัดไปที่การเดินทางของสองหนุ่มบนเส้นทางสายสวยมากกก…ในลาว
เพลงเริ่มเปิดขับเกลาจิตใจ เปิดด้วยเสียงกล่องดนตรี เพราะไปไหน
เสียงพี่ป๊อดเปล่งเสียงแหบแห้งมาตอกย้ำ “ทุกทุกวัน ที่ผ่านมา ต้องไขว่คว้า หาสิ่งใด”
น้ำตาเริ่มคลอเบ้า ถามใจตัวเองเหมือนในเนื้อเพลง ตอบในใจไปว่า “เออว่ะ…”

โครตแนะนำให้ทุก ๆ คนดูรายการนี้ครับ มันคือรายการที่โครตจะสร้างสรรค์สังคม
(สังคมที่ผู้คนอยากจะออกไปใช้ชีวิตตามที่ตัวเองอยากมีอยากเป็น)
มันคือรายการที่โครตจะสรรค์สร้างแรงบันดาลใจในขั้นเทพ
(ใครที่ดูแล้วไม่อยากออกเดินทางให้ตบหัวปลิ้นเลย เอาสิ!)
มันคือรายการที่โคตรอยากจะให้ ท.ทุกวัย สักสิบยี่สิบตัว ดูได้ทุกเพศทุกวัยทุกตัว!

ขอตัวไปเก็บกระเป๋าก่อนนะครับ…
เพราะผมกำลังจะไปเชียงใหม่ ไปเที่ยวครับ
อยากไปมานานเกือบปี ขอสักทีเถอะ ไปไขว่คว้าสักหน่อย
ก็คงจะดี…สำหรับชีวิตที่โครตจะวุ่นวาย

INFORMATION
+ รายการ Dream Chaser, ซิ่งล่าฝัน 2
+ พิธีกร สุกี้ กมล สุโกศล แคลป์ป และ หุ่ย ภาณุวัฒน์
+ 24.00 น. ช่อง 3 อสมท.
+ รูปแบบรายการ สารคดีท่องเที่ยว + ไดอารี่
+ http://www.dreamchaserthai.com



CONCERTS: No More Belts’ Happening, 2008
June 18, 2008, 11:37 pm
Filed under: CONCERTS

Photobucket

CONCERTS:
No More Belts’ Happening
วงกลมวงเดียว เพื่อนเกี่ยวก้อยกัน

คอนเสิร์ตที่อบอุ๊นนน… อบอุ่น
เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นเบียร์!
แถมยังเต็มไปด้วยคนจริง ที่กล้าที่จะร้องเพลงตาม
วงที่น่าสงสาร ไม่ค่อยจะดัง หลายวง?!?

บัตร 350 บาท บวกค่าซีดีอีก 10 บาท ทั้งสิ้นทั้งมวล 360 คือมูลค่า
ของเหตุแห่งความสุขแบบไม่มีเข็มขัดรัดติ้วให้เจ็บพุง

ภายในงานประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ ๆ สี่ส่วน
ส่วนแรกคือส่วนของนิทรรศการงานศิลปะ
ที่บอกตามตรงว่างงมากมาย เพราะไม่มีที่มา ไม่มีแนวคิด
ไปจนถึงคนทำชิ้นงานนั้น ๆ ติดอยู่เลยแม้แต่น้อย
(หรือว่ามันเล็กมากจนเรามองไม่เห็นฟร่ะ?)
เว้นก็แต่งานที่เอาโลโก้ของนิตยสารเจ้าภาพ happening มาทำอาร์ทนั่นแหละ
ที่พอจะมีรายชื่อผู้ทำอยู่บ้าง นิดเดียวเอง…

ส่วนที่สองคือส่วนของร้านค้าขายต่าง ๆ เป็นการออกบูทขำ ๆ น่ารัก ๆ ไม่ถึง 20 บูท
ขายเสื้อ ขายแผ่นเพลง ขายนิตยสารเล่มย้อนหลัง ขายของ ขายสปอนเซอร์กันไป
จำได้ว่า โครตอยากได้เสื้อลายของงานนี้ แต่ราคาจะแพงไปไหน 250 บาทแหนะ
(หรือเพราะว่ากระเป๋าผมเหลือเงินแค่ 100 เดียวมั้ง ก็เลยคิดว่ามันแพง)
สติ๊กเกอร์ของ All-I-Do ก็น่าซื้อหา แต่บูทดูหงอยเหงาไปหน่อย เลยไม่ค่อยกล้า
เดินดุ่ม ๆ เข้าไปสอบถามราคากับเค้าอย่างจริงจัง… อายอดเป็นแบบนี้แลท่านผู้ชม
สรุปผลการเดินช๊อปปิ้ง ได้สมุดโน๊ตขำ ๆ น่ารักจาก Vanilla Garden ราคาเล่มละ
100 บาทมาเป็นเจ้าของพร้อมถุงกระดาษดีไซน์แน๊ววว แนว จนชาวบ้านอยากได้กัน
ปล. สำหรับส่วนนี้ ขอพูดถึงบูทจากรายการเนวิเกเตอร์เสียหน่อย จะใครซะอีกล่ะ
พี่ติ๊ก สุดหล่อเนวิเกเตอร์ของเรานั่นแหละ มางานกับเค้าด้วย มาขายเสื้ออย่างเมามันส์
เพิ่งรู้หลังงานเลิกว่า มีซีดีเพลงประกอบรายการขายด้วย (โครตอยากได้มากมาย)
ซวยไป แต่ที่แน่ ๆ ก็รู้ความจริงสองอย่างเกี่ยวกับหนุ่มหล่อที่สาว ๆ อยากได้มากัดกิน
ข้อหนึ่ง พี่ติ๊กน่าจะสูงประมาณ 175 ซม. เพราะผมและพี่ติ๊กสูงเท่ากัน หน้าตาเราก็เท่ากัน!!!
ข้อสอง พี่ติ๊กเป็นดาราที่เป็นมิตรมากที่สุดในประเทศไทย อันนี้ต้องเจอด้วยตัวเอง จะรู้เลย

ส่วนที่สามเป็นส่วนถ่ายรูปขำ ๆ เอามันส์ มีผ้าใบใหญ่เป็นฉากหลัง แล้วก็จะให้เราใส่หัวแหลม ๆ
สีสันเยอะ ๆ เรียกไม่ถูกว่ามันคืออะไร? หัวแบบในโปสเตอร์อะครับ ใส่ถ่ายรูปเล่นขำ ๆ
เอาสนุกสนานเป็นการถ่วงเวลาระหว่างดูคอนเสิร์ตกันไป ลัลล้ามาก ๆ

ส่วนที่สี่พูดเยอะหน่อย เพราะมันคือคอนเสิร์ตครับ

พูดถึงฉากของคอนเสิร์ต เน้นผ้าแพรสีขาวผืนใหญ่ ๆ พาดจากหลังมามาที่พื้น มีสองส่วนครับ
คือส่วนที่เอาไว้กั้นแสงจากส่วนออกบูท และส่วนที่เอาไว้ใช้ฉาย Visual ของกลุ่ม B.O.R.E.D
ตัวเวทีนั้น ดูค่อนมาทางซ้ายมากกว่าขวา คงเพราะตัวผ้าแพรนั่นแหละที่ทำให้เวทีดูซ้ายจัด!

วงดนตรีนั้น หลายวงก็ทำได้ในระดับดีมาก ถึงดีเยี่ยม สังเกตจากการตอบรับของคนดู
จะพบได้เลยว่า วงไหนดัง วงไหนไม่ดัง… ดังนี้

Friday — เพลงรักระดับตำนาน ไม่กรี๊ดกร๊าดให้มันรู้ไป
Scrubb — สครับบเหมือนจะมาแนวเดิม เริ่มด้วยเพลงนี้ ร้องอย่างนี้ จบอย่างนี้
แต่ก็ยังดีหน่อยที่ยังมีลูกเล่นให้เราตื่นเต้นเร้าใจได้บ้าง แต่ยังไงก็กรี๊ดกร๊าดอยู่ดี
Crescendo — มาพร้อมนักร้องใหม่ ที่พีคจัด ชวนคนดูที่นั่งดูร่วมกันเต้นเร้า ๆ
สนุกสนานกันไป นักร้องนำใหม่คนนี้ท่าทางเอ็นเตอร์เทนคนได้ดีพอดู
Soundlanding — วงนี้มากับการเล่นที่หนักหน่วงและเมามันส์ ล้ำได้อีก
แถมช่วงท้าย มีโยนเสื้อให้สาวอีกต่างหาก ฮ่า ๆ…
Morningserfers — มีการป่วนวงอื่นเล็กน้อย ก่อนเข้าสู่วงตัวเอง พอถึงช่วง
วงของตัวเอง ทุกคนก็ร้องเพลงตามได้เยอะพอตัว แฟน ๆ กรี๊ดกร๊าดกันไปพอดิบพอดี
Moon — บอกตามตรงว่าโครตรักวงนี้ เพลงเพราะได้อีก แต่น่าเสียดายที่แฟนเพลง
น้อยไปหน่อย น่าสงสารมาก ช่วยร้องกับพี่เค้าสุดชีวิต รักวงมูนค้าบบบ…
Sleeper 1 — ฟัง จำ ร้องไห้ คือสามเพลงที่ผมโครตชอบจากวงนี้ครับ
Portrait — พี่ปอยเท่ห์ไปไหน มาแบบมีเสื้อคลุม แบบเสื้อยืด แบบใส่แว่นกันแดด
และแบบมีกลิ่นเบียร์ตุ่ย ๆ รู้สึกว่าพี่เค้าจะได้ขึ้นเวทีเยอะที่สุดในงาน เหอเหอเหอ
Jungleman & Dj. Ake — นั่งนิ่ง ๆ ฟังเอ็กเพอริเมนทอลมิวสิคกันไปพลาง ๆ
Nolens. Volens — เหมือนข้างบน
Frozen — เหมือนข้างบน (ช่วงวงนี้แหละครับ ที่ทำให้ผมหลบลงไปหาของกิน
ด้านล่างของเจเจมอลล์ ฮ่า ๆ…
NMBH Band — ร้องสองเพลงครับ เพลงใหม่ “วงกลม” กับเพลงของ
2 Days Ago Kids “กลับมา” เป็นการจบงานอย่างสมบูรณ์

โดยภาพรวมถือว่าคอนเสิร์ตนี้เป็นกันเองมาก ๆ ครับ
ดูคอนเสิร์ตไปมีความสุขกันไป ฟังนักดนตรีหยอกด้วยคำพูดกันเมามันส์
เหมือนไปนั่งฟังเพื่อนข้างบ้านเล่นดนตรีให้ฟังยังไงอย่างงั้น
เป็นอีกหนึ่งคอนเสิร์ตประทับใจในรอบปีนี้ ที่ถ้ามีอีกรอบ
ผมก็จะยอมเสียเงินไปดูครับผม

สุดท้าย… Top Five เพลงที่ชอบในคอนเสิร์ตนี้ครับ
1. เก็บมานาน/Moon – ชอบเพลงนี้มานานแล้วครับ แต่เพิ่งรู้ว่าวงนี้ร้อง
ได้ยินปุ๊บ อยากจะร้องไห้และร้องตามดัง ๆ
2. ร้องไห้/Sleeper 1 – เพิ่งเห็นหน้าผู้หญิงที่ร้องเพลงนี้ครับ เธอเป็นแพทย์!
ฟังแล้วโครตได้ฟีล Sleeper 1 ผมว่าเค้าเหมาะกับแนวดนตรีแบบนี้มากกว่า
3. เก็บไว้ให้เธอ/Scrubb – เพลงนี้เพราะไปไหน ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้ในคอนเสิร์ต
มักจะทำให้ผมน้ำตาคลอเบ้าเสมอ เพลงเศร้ามากครับ แต่มีความสุขที่ได้ร้องตาม
4. ใกล้ไป/Friday – ครั้งแรกในชีวิตที่ได้ดู Friday เล่นสด เป็นความรู้สึกที่ดีมาก
ทุกคนเป็นเพื่อนกัน เล่นดนตรีเพราะรักมัน ดูหน้าตาแต่ละคนแล้ว รู้เลยครับ
ว่าความสุขมันเป็นอย่างไร… ชอบจังเลย
5. วงกลม/NMBH Band – เพลงแต่งใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ ชอบเสียงพี่เมื่อยครับ
ฮ่า ๆ… นั่นแหละเหตุผลที่ชอบเพลงนี้
5. (+1) ยังอยากรู้/Scrubb – เวอร์ชั่นที่ไม่มีหมอเอิ้นมาร้องด้วย แถมคนร้อง
ก็ไม่ใช่พี่บอล เป็นพี่เมื่อยแทน ฟังแล้วแปลกหูไปอีกแบบ แต่โดยรวมโครตชอบเพลงนี้
เป็นทุนเดิมอยู่แล้วครับ

INFORMATION
+ No More Belts’ Happening Music and Art Festival
ตอน Circle of Friend
+ 14 มิถุนายน 2551, ชั้น 6 JJ Mall
+ 16.00 – 00.30 (นานมากกก…)
+ บัตร 350 บาท + ค่าซีดีแผ่นเพลงพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ 10 บาท



BOOKS: Lump Book, Various Writers
June 18, 2008, 9:09 pm
Filed under: BOOKS

Photobucket

BOOKS
: Lump Book, Various Writers
ผลการทดลองล้ำส่งตรงจากเมืองเหนือ

หนังสือทำมือหนึ่งเล่ม บอกอะไรได้บ้าง?
…ความคิดความอ่านของคนเขียน
…มุมมองที่มีต่อชีวิตจากสายตาของคนเขียน
…หรือ เป็นเพียงแค่การระบายออกทางตัวอักษร

หนังสือทำมือหลายเล่มมาในรูปแบบของกระดาษเอห้า ถ่ายเอกสารขาวดำ
เย็บแม็กมุงหลังคา แล้วก็หาโอกาสวางขายตามงานเทศกาลสื่อทางเลือกต่าง ๆ
บางเล่มก็มาซะเลิศหรูอลังการดาวล้านดวง พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม ยังไม่พอ
แทบจะเป็นธรรมเนียมแห่งชาติ ต้องแถมโปสการ์ดอย่างน้อยหนึ่งแผ่น!

ผมไม่ได้กำลังดูถูก หรือกำลังคุกคามเรื่องคุณภาพของหนังสือทำมือ
หากแต่กำลังคิดกับสมองของตัวเองว่า เราซื้อหนังสือที่หน้าปกหรือเปล่า?

“ล้ำบุ๊ก” ผลิตภัณฑ์ระดับห้าดาวโดยกลุ่มนกฮูกดีไซน์จากจังหวัดเชียงใหม่
เป็นหนังสือทำมือหนึ่งเล่มที่ผมยอมรับตามตรงว่า… ซื้อมันมาเพราะหน้าปก
ผมชอบกราฟฟิกของหนังสือเล่มนี้ครับ อาจเพราะคุณภาพทางด้านกราฟฟิก
ของผู้จัดทำที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้หนังสือทำมือเล่มนี้ “ล้ำ” จริงอย่างเค้าว่า
หากคุณคิดว่า หน้าปก และกราฟฟิก ยังไม่ล้ำพอ ขอแนะนำเนื้อหาด้านใน
เพราะหนังสือทำมือเล่มนี้ เป็นเวอร์ชั่นสองภาษาที่คนไทยตาดำ ๆ อ่านได้
ฝรั่งตาสีน้ำข้าวก็อ่านดี อาจเพราะเหตุผลว่าวางขายในเชียงใหม่ เมืองที่เต็มไปด้วย
วัฒนธรรมผสม ผับบาร์เสิร์ฟเบียร์นอกอาจตั้งอยู่ข้างวัดเก่าแก่ที่พระอุโบสถ
ประดับประดาด้วยศิลปาล้านนาแท้ ๆ

10 เรื่องราวที่คัดมาใส่ในล้ำบุคเล่มแรกนั้น เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเต็มเปี่ยม
ใส่อารมณ์กันให้เต็มเหนี่ยว เรียกได้ว่า บางเรื่อง ถ้าเป็นคนเชียงใหม่แท้ ๆ จะอ่านสนุก
เพิ่มขึ้น 18 เท่า ด้วยนักเขียนที่อาจจะคุ้น ๆ หูบ้าง อย่าง FILMSICK ไม่รู้ว่าตัวจริงตัวปลอม
แต่ที่แน่ ๆ นฆ ปักษนาวิน ตัวจริงมาร่วมเขียนบทกวีในส่วนท้ายเล่มอีกด้วย

อ่านไปอ่านมา รู้สึกเล็ก ๆ ว่า หนังสือทำมือรวม 10 เรื่องสั้นเฉพาะกิจเล่มนี้นั้น
เหมือนเรากำลังอ่านข้อความบนกระจกที่กำลังสะท้อนตัวเราเองอยู่
(เหมือนที่ใต้โลโก้ของหนังสือ เขียนบอกกับเราว่า ล้ำบุ๊ก คือ ‘The Mirror of Thailand’)
อ่านบางเรื่องก็ถึงขั้นคนที่โดนพาดพิงอาจสะอึกได้ทุกครั้งที่ขึ้นย่อหน้าใหม่ ยกตัวอย่างเช่น
‘วิญญาณล่องลอยในโลกของ Free Copy’ ที่ผู้เขียนใส่อารมณ์กับภาพรวมและเนื้อหาใน
หนังสือประเภท Free Copy ที่แจกฟรีกว่า 20 หัวทั่วเมืองเชียงใหม่ เช่นเรื่องของการเขียน
และเชียร์แนะนำร้านอาหารที่หนังสือตัวเองได้สปอนเซอร์มา รวมไปถึงการแนะนำที่เที่ยว
ที่ภาพสวยหรูหราอลังการ แต่ท้ายคอลัมน์ดันไม่มีข้อมูลอะไรให้จับต้อง เป็นต้น

เหมือนอ่านบทความระบายอารมณ์ของเพื่อนหนึ่งคน แต่เราใช่ว่าจะได้แต่สะเก็ดน้ำลาย
หากแต่เราได้มุมมองขั้นเทพของคนเขียน ที่เขียนเรื่องราวด้วยภาษาล้ำ ๆ เกินตัว

ด้วยราคาที่แพงแสนแพง (100 บาท) และจำนวนพิมพ์ที่มีจำกัด (300 เล่ม ของผมได้ลำดับ
ที่ 00078 – เพิ่มความ Limited Edition ได้มากขึ้นอีกอักโข) ทำให้คุณค่าของหนังสือ
เล่มนี้ “ล้ำค่า” มากกว่าหนังสือทำมือเล่มใด ๆ ในท้องตลาด

ถามผมว่าเสียดายเงินมั๊ย ก็เสียดายนะครับ ช่วงนี้น้ำมันออกจะแพง
และถามผมว่าชอบมากมั๊ย ผมให้ 7.58 เต็ม 10 ละกันครับ (ทศนิยมสองตำแหน่งทำเพื่อ?)

อย่างน้อย ‘ล้ำบุ๊ค’ ก็ทำให้ผมได้รู้ว่า เชียงใหม่เดี๋ยวนี้ล้ำมากเลยเนอะ…

INFORMATION
+ ล้ำบุ๊ค; Lump Book โดย nokhook design
+ หลายคนเขียน, สองภาษา ไทย – อังกฤษ
+ หนา 80 หน้า ราคา 100 บาท ผลิตจำนวนจำกัด 300 เล่ม
+ ผมซื้อมาจากร้านหนังสือประตูสีฟ้า ปากซอยเอกมัย 10 ครับ
+ ดูความเคลื่อนไหวเล่มต่อไปได้ที่ http://lumpbook.exteen.com



MOVIES: The Truth Be Told, 2007
June 16, 2008, 12:33 am
Filed under: MOVIES

Photobucket

MOVIES
: The Truth Be Told, 2007
เรื่องจริงจากปากของคนจริง

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉายนานมากแล้ว แต่ผมขอยอมรับตามตรงว่า เพิ่งได้ดูเมื่อคืนนี้เอง
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการกำกับของ พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับคืนไร้เงา
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีนางเอกชื่อดังทางหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ว่า สุภิญญา กลางณรงค์

เรื่องราวของสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ
หรือ คปส. ที่ถูกบริษัทชินคอร์ปฯ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเจ้าของคือใคร? ฟ้องร้อง
ค่าเสียหาย 400 ล้านบาทในคดีแพ่งรวมทั้งการจำคุก จากข้อหาหมิ่นประมาท
จากบทความ “เอ็นจีโอประจาน 5 ปีรัฐบาลไทย ชินคอร์ปรวย” ลงหนังสือพิมพ์ไทยโพสท์
ซึ่งเป็นต้นเหตุของการต่อสู้ทางอาญาที่ยาวนานกว่าสามปีเต็มของเธอ

บรรยากาศในการดูหนังของผมในคืนนี้นั้น เป็นบรรยากาศที่หนาวเหน็บ วังเวง
แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะดูหนังเรื่องนี้ให้รู้เรื่อง (เพราะผมชอบนอนหลับเสมอ
เวลาดูภาพยนตร์สารคดี) ในที่สุดผมก็เอาชนะมันได้ หนังเรื่องนี้สนุกครับ

แม้ในบางฉากบางตอนจะเป็นการปล่อยภาพให้เราคิดสักพัก ก่อนนำเราไปสู่เรื่องราว
ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป หนังพาเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสุกัญญา
นั่งฟังครอบครัวพูดถึงเธอ ไปดูชีวิตประจำวันของเธอ รวมไปถึงไปนั่งฟังเธอ
ยืนไฮด์ปาร์คท่ามกลางประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับระบอบทักษิณในนาม
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก่อนพาเราไปสู่ความตื่นเต้นเร้าใจหน้าห้องพิจารณาคดี 

โดยส่วนตัวชอบที่ตัวหนังไม่ได้ใช้จุดเด่นเพียงแค่ตัวตนของสุกัญญาเท่านั้น
หากแต่นำเอาชีวิตส่วนตัวของพ่อและแม่ของเธอเข้ามาเป็นตัวประกอบ
ในหนังได้อย่างไม่ขัดเขิน (ความจริงคุณพ่อของสุกัญญาน่าจะเขินพอตัว)
ดูชีวิตของเธอสลับไปมาระหว่างกรุงเทพฯกับสุราษฎร์ธานี ทำให้หนังดูไม่น่าเบื่อจนเกินไป

อีกฉากที่ชอบคือฉากที่สุกัญญาคุยกับหลานวัยมัธยมต้นเรื่องอนาคตของชีวิต
จากที่ตอนแรกอยากเป็นผู้สื่อข่าว แต่กลับเปลี่ยนความคิดอยากมาเป็นหมอ
ด้วยเหตุผลกลัวที่จะเป็นผู้สื่อข่าวเหมือนน้าสาวของตัวเองผู้ซึ่งกำลังต้องคดีอาญา
ท้ายบทสนทนา น้าสาวพูดลอย ๆ ว่า “กลัวอะไร เราไม่ได้ทำผิดนี่นา”
ประโยคง่าย ๆ แต่ก็ทำให้คนดูอย่างเราคิดได้เยอะพอตัว

ฉากจบของหนังที่ผมรู้สึกว่าทั้งง่ายและสวย จากห้องทำงานของสุกัญญา
ที่มหาวิทยาลัยมหิดล สู่สายลมรุนแรงที่พัดต้นไม้ใหญ่ให้พริ้วไหวแต่ไม่ยอมหักงอ
จากนั้นจึงตามด้วยเสียงปราศรัยของเธอ เสียงปราศรัยที่สรุปเรื่องราวทั้งหมดของหนัง
ไว้ได้เพียงไม่ถึงห้านาที เสียงปราศรัยที่ไร้ภาพผู้คนคอยตะโกนว่า “ทักษิณ…ออกไป”
กินใจผมได้ดีเยี่ยม และทำให้หนังเรื่องนี้จบสวยได้อย่างไร้ที่ติ

บางทีหนังหนึ่งเรื่องอาจไม่ได้นำมาซึ่งความเคลื่นไหวในสังคมแบบเรา ๆ มากมายนัก
แต่หนังสารคดีเรื่องนี้ กลับสร้างความมีตัวตนของสุกัญญาขึ้นมาในประชาธิปไตยแบบไทย ๆ
ที่กำลังจะถูกเผาทิ้งในไม่ช้าก็เร็ววัน รีบไปดูเถอะครับ ก่อนที่เราจะเจอรัฐประหารอีกครั้ง

รัฐประหารที่ญาติพี่น้องของสุกัญญา… อาจไม่ได้แค่ถอนหายใจ… แล้วบอกว่าดีแล้ว

INFORMATION
+ ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในโครงการ Director Screen ซึ่งที่ผ่านมา มีภาพยนตร์ที่ฉายไปแล้ว
1 เรื่อง คือ Wonderful Town โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์
+ ภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง หนึ่งที่นั่ง ราคา 140 บาท
+ ฉายที่โรงภาพยนตร์ SF World Cinema โรงภาพยนตร์ที่ 10
+ ทำใจกับความน้อยนิดของคนดู เพราะเป็นธรรมดาของภาพยนตร์นอกกระแสหาดูยาก
+ อย่างที่บอกไว้ รีบไปดู ก่อนจะมีรัฐประหารอีกครั้งครับ 😀